รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศเตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง โรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในช่วงหน้าร้อนปี 2569 โดยพบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 2 เท่า โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดในภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี
สาเหตุหลักของการแพร่ระบาด
เชื้อไวรัสตับอักเสบเอติดต่อผ่านทาง “อุจจาระสู่ปาก” โดยมักปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในฤดูร้อน ได้แก่:
- น้ำแข็งและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด: การบริโภคน้ำแข็งที่ผลิตหรือขนส่งไม่ถูกสุขลักษณะ
- อาหารปรุงไม่สุก: เช่น อาหารทะเลลวกจิ้ม ส้มตำปูปลาร้า หรือยำต่างๆ ที่ล้างไม่สะอาด
- สุขอนามัยส่วนบุคคล: การไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือหลังใช้ห้องน้ำสาธารณะ
เช็กอาการเสี่ยง: ระยะฟักตัว 2-4 สัปดาห์
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่ารับเชื้อมาจากที่ใดเนื่องจากมีระยะฟักตัวที่นาน โดยให้สังเกตอาการแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้:
- ระยะแรก: มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยตามร่างกายคล้ายไข้หวัดใหญ่
- ระยะทางเดินอาหาร: มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องบริเวณชายโครงขวา
- ระยะตัวเหลือง (ดีซ่าน): ปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนน้ำชา ตาเหลือง และตัวเหลือง
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
แม้เชื้อจะเกิดขึ้นได้กับทุกวัย แต่กลุ่มที่เสี่ยงต่ออาการรุนแรง ได้แก่ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ระบาด (กทม. และภาคตะวันออก), ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง (เสี่ยงภาวะตับวายเฉียบพลัน), รวมถึงผู้สูงอายุและเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
แนวทางการป้องกันและรักษา
เนื่องจากโรคนี้ “ไม่มีการรักษาจำเพาะ” แพทย์จะรักษาตามอาการ เช่น การพักผ่อน การรับประทานอาหารอ่อน และ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด
วิธีป้องกันตัวเองให้ปลอดภัย
- กินสุก ร้อน สะอาด: หลีกเลี่ยงอาหารดิบและอาหารที่ตั้งทิ้งไว้นานๆ
- เลือกน้ำดื่มที่ได้มาตรฐาน: ดื่มน้ำต้มสุกหรือน้ำกรอง และเลือกน้ำแข็งที่มีเครื่องหมาย อย.
- ล้างมือบ่อยๆ: ใช้สบู่ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
- ไม่ใช้ของร่วมกัน: เลี่ยงการใช้ช้อนส้อม แก้วน้ำ หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น
- ฉีดวัคซีนป้องกัน: วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด โดยฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน (สำหรับผู้มีอายุ 1 ปีขึ้นไป)


