นายชยพล สท้อนดี สส.พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 โดยตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่สูงถึง 2.04 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ถึง 2.36% หรือประมาณ 4.7 พันล้านบาท
งบบุคลากรพุ่งสวนทางนโยบายลดทหาร
จากการวิเคราะห์พบว่า งบประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของกลาโหมถูกใช้ไปกับ งบบุคลากร (1.08 แสนล้านบาท) ซึ่งเมื่อรวมกับสวัสดิการในแผนงานพื้นฐานความมั่นคง จะมีมูลค่าสูงเป็น 2 เท่าของงบซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งขัดแย้งกับนโยบายลดกำลังพลและการยกเลิกเกณฑ์ทหารที่รัฐบาลกล่าวอ้าง
ปัญหาโครงการ Early Retire
นายชยพลชี้ว่า โครงการลดจำนวนนายพล (Early Retire) ในปีงบ 69-70 ให้สิทธิประโยชน์น้อยกว่าในอดีตมาก (ให้เงินก้อนเพียง 7-10 เดือน) ทำให้ในปี 67 มีผู้เข้าร่วมเพียง 98 คน จากเป้าหมาย 244 คน ส่งผลให้ไม่สามารถประหยัดงบประมาณได้ตามเป้าที่วางไว้ 4.4 พันล้านบาท
ความล้มเหลวในการวางแผนจัดซื้อและซ่อมบำรุง
มีการยกตัวอย่างกรณี เรือฟริเกต ที่กองทัพเรือต้องการ 8 ลำ แต่ปัจจุบันเหลือใช้งานจริงเพียง 3-4 ลำ ทว่าในงบปี 69 กลับขอซื้อเพียง 1 ลำ ซึ่งสะท้อนถึงความบกพร่องในการวางแผน ทำให้เสียอำนาจต่อรองราคาและเสียโอกาสในการส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ
- เรือหลวงภูมิพล: ใช้งานหนักจนเลยรอบซ่อม ทำให้พังเสียหายและต้องเสียเงินค่าเครื่องยนต์เพิ่ม 240 ล้านบาท
- การกีดกันผู้ผลิตไทย: มาตรฐานยุทโธปกรณ์ที่ซับซ้อนและการกำหนด TOR ที่ไม่โปร่งใส ทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงได้ยาก
งบลับ-ความโปร่งใส และ ‘ค่าโง่เรือดำน้ำ’
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ การจัดชั้นความลับ ของงบประมาณที่แม้แต่ สส. ก็ตรวจสอบไม่ได้ โดยเฉพาะเงินราชการลับที่ถูกสงสัยว่าถูกนำไปใช้ในปฏิบัติการไอโอ (IO) รวมถึงการทวงถามความคืบหน้า ค่าโง่เรือดำน้ำเกือบ 1.6 หมื่นล้านบาท ที่จ่ายไปแล้วแต่ยังไม่ได้เรือ
คำชี้แจงจากกระทรวงกลาโหม
พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้ชี้แจงในประเด็นต่างๆ ดังนี้:
- งบบุคลากรที่เพิ่มขึ้น: เกิดจากการปรับขึ้นเงินเดือนตามนโยบายรัฐบาล 10% และการเพิ่มค่าครองชีพให้พลทหาร แม้จำนวนกำลังพลจะลดลงจริง
- ข้อมูลความลับ: ระเบียบระบุว่าหากมีส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นความลับ ต้องถือว่าเอกสารทั้งฉบับเป็นความลับ
- เรือฟริเกต: ที่ให้ซื้อเพียง 1 ลำก่อน เพราะกังวลเรื่องความเสี่ยงทางการเงินหากเกิดเหตุไม่คาดคิดในการจัดหาจำนวนมาก
- การสนับสนุนผู้ผลิตไทย: กำลังปรับปรุงข้อกำหนดให้ยุทโธปกรณ์ที่ผลิตในไทยสามารถเข้าระบบกองทัพได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องระบุว่าต้องประจำการในประเทศผู้ผลิตเท่านั้น


