
แอตต้า หนุนรัฐลดวันพำนักวีซ่าฟรี ไม่เหวี่ยงแห-ปิดจุดเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติ
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า จากข้อเสนอในการปรับลดระยะเวลาพำนักวีซ่าฟรี (Visa Exemption) สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน เนื่องจากมีความกังวลถึงกลุ่มที่อาจแฝงตัวเข้ามาเป็นนักท่องเที่ยว แต่ก่อเหตุอาชญากรรม หรือก่อการร้ายจนเป็นเรื่องใหญ่ได้นั้น มีข้อเสนอถึงเรื่องที่ควรพิจารณาไม่ใช่การยกเลิกวีซ่าฟรีแบบเหวี่ยงแห แต่ต้องเปลี่ยนจากวีซ่าฟรีไปเป็นการเข้าออก คัดกรอง และการบังคับใช้กฎหมายหรือกฎระเบียบแบบอัจฉริยะ (Smart Access + Smart Screening + Smart Enforcement) เพราะหากใช้การตัดแรงเกินไป ประเทศไทยจะเสียปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติทันที แต่หากปล่อยให้หลวมเกินไป ก็จะได้ของแถมเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นโปรโมชั่นที่ไม่มีประเทศใดอยากรับไว้
ย้ำจุดยืนสะดวกแต่ปลอดภัย
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือ ประเทศไทยได้ใช้มาตรการวีซ่าฟรี มีระยะพำนักได้ยาวถึง 60 วันในหลายกรณี และตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2568 ได้บังคับใช้บัตรขาเข้าดิจิทัลสำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศไทย หรือ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) สำหรับชาวต่างชาติทุกคนก่อนเข้าประเทศ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ควรยกระดับจากแบบฟอร์มดิจิทัลให้กลายเป็นเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงอย่างแท้จริง โดยมองว่า ประเทศไทยไม่ควรถอยจากการอำนวยความสะดวกการเดินทาง แต่ต้องเลิกใช้โมเดลเปิดประตูแบบเท่ากันหมด เปลี่ยนเป็นเปิดกว้างต่อคนที่ใช่ เข้มงวดกับคนที่เสี่ยง ถือเป็นทางสายกลางที่รักษาปริมาณ และปกป้องความมั่นใจได้ รวมถึงไม่ปล่อยให้ความมั่นคงกลายเป็นต้นทุนแฝงของนโยบายท่องเที่ยว
“ต้องยอมรับว่า กระแสวิจารณ์นโยบายฟรีวีซ่าไม่ได้เกิดจากอคติเฉยๆ แต่เกิดจากความกังวลเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ การใช้ไทยเป็นฐานพักคอยหรือทางผ่าน และการแทรกซึมของกลุ่มไม่พึงประสงค์ โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานเมื่อต้นปี 2568 ว่านโยบายวีซ่าฟรีสำหรับนักท่องเที่ยวจีนถูกตั้งคำถามมากขึ้น หลังเกิดคดีอาชญากรรมหลายกรณี ขณะเดียวกันภาคท่องเที่ยวไทยบางส่วนก็เสนอให้ลดระยะพำนักวีซ่าฟรีจาก 60 วันเหลือ 15 วัน เพราะนักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่พักเฉลี่ยเพียงราว 7–8 วันอยู่แล้ว” นายอดิษฐ์ กล่าว
ยก 7 เรื่องสำคัญเพิ่มสมดุล
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สมดุล ควรเป็น 7 เรื่องนี้ ได้แก่ 1.เปลี่ยนแนวคิดจากวีซ่าฟรีทั่วหน้า เป็นวีซ่าฟรีแบบจัดชั้นความเสี่ยง 3 ระดับคือ เสี่ยงต่ำให้คงสิทธิเดิม เฝ้าระวังให้ลดวันพำนัก อาทิ 15–30 วัน และกลุ่มเสี่ยงสูงกลับไปใช้การตรวจสอบวีซ่าก่อนเดินทางตามเดิม 2.ใช้ TDAC เป็นระบบข่าวกรอง ไม่ใช่แค่ระบบลงทะเบียน ซึ่งต้องเชื่อมกับฐานข้อมูลที่สำคัญต่างๆ และมีการเชื่อมกับฐานข้อมูล biometrics ที่ช่วยตรวจประวัติอาชญากรรมอยู่แล้ว ฉะนั้นโจทย์ไม่ใช่มีระบบหรือไม่ แต่คือใช้จริงเข้มมากเท่าใด 3.ตั้งคะแนนความเสี่ยง หรือ Risk Scoring ก่อนถึงด่านเข้าเมือง ให้ผู้เดินทางทุกคนได้คะแนนความเสี่ยงอัตโนมัติจากปัจจัย อาทิ ซื้อตั๋วเที่ยวเดียว เปลี่ยนที่พักหลายครั้งผิดธรรมชาติ ไม่มีแผนท่องเที่ยวชัด หรือเชื่อมโยงกับพื้นที่เสี่ยงอาชญากรรมชายแดน
ชงตั้งวอร์รูมรัฐ-เอกชน
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า 4.บริหารหลังการเข้าเมืองแบบเจาะจงเป้าหมาย เพราะปัญหาของไทยหลายครั้งไม่ใช่ตอนเข้าประเทศ แต่คือหลังผ่านด่านแล้วกลับหายเข้ากลีบเมฆแทน 5.แยกนักท่องเที่ยวคุณภาพออกจากผู้พำนักแฝง ด้วยเงื่อนไขเชิงพฤติกรรม ไม่ควรนิยามคุณภาพด้วยรายได้อย่างเดียว แต่ดูที่พฤติกรรม ต้องยึดคติคนอยู่ 5 วันแล้วใช้จ่ายจริง ดีกว่าคนอยู่ 60 วันแล้วสร้างต้นทุนความมั่นคงให้รัฐเป็นภูเขาไฟเดินได้ 6.ตั้งวอร์รูมด้านความปลอดภัยท่องเที่ยวแบบถาวร ให้มีศูนย์ร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามข้อมูลรายวันได้ทันที และ 7.สื่อสารใหม่ว่าไทยไม่ได้เปิดเสรีแบบไร้เงื่อนไข แต่เป็นเปิดรับอย่างมีมาตรฐาน สิ่งสำคัญที่สุดคือ หากรัฐบาลไม่อธิบายให้ชัด กระแสต่อต้านจะค่อยๆ ลามจากต่อต้านอาชญากรไปเป็นต่อต้านนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะพังทั้งภาพลักษณ์และตลาดรวม
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#แอตตา #หนนรฐลดวนพำนกวซาฟร #ไมเหวยงแหปดจดเสยงอาชญากรรมขามชาต


