
สงครามอิหร่าน ทรัมป์หวังน้ำบ่อหน้า
สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ตะวันออกกลางลุกลามไปด้วยควันปืน อิหร่านตอบโต้เป้าหมายสหรัฐในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อิสราเอลเปิดการโจมตีต่อเป้าหมายของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
ต้องยอมรับว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐและอิสราเอล เป็นการละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง ช่องทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกตัดขาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้กองทัพอิหร่านวางอาวุธ และส่งสัญญาณให้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ขณะที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านแจ้งว่าไม่เจรจากับสหรัฐ โดยย้ำว่าอิหร่านกำลังปกป้องตนเอง
หากพิจารณาศักยภาพด้านการโจมตีและป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน เห็นว่าห่างกันมากเมื่อเทียบกับสหรัฐและอิสราเอล ความสามารถในการทำสงครามยืดเยื้อจึงยังเป็นคำถาม ขณะเดียวกัน การที่สหรัฐจะบรรลุเป้าหมายต่างๆ ได้ด้วยการโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือการทำลายศักยภาพขีปนาวุธของอิหร่านอย่างสิ้นเชิง ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน
หากย้อนมองอดีตเมื่อปี 1999 องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อสหพันธ์สาธารณรัฐยูโกสลาเวีย สหรัฐสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเมืองได้โดยอาศัยกำลังทางอากาศ แม้ความชอบธรรมของปฏิบัติการยังเป็นที่ถกเถียงกัน แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากประเทศนาโต และมีวัตถุประสงค์ที่ค่อนข้างชัดเจน คือบังคับให้กองทัพเซอร์เบียถอนกำลังออกจากโคโซโว โดยไม่เกี่ยวกับการบังคับให้เปลี่ยนรัฐบาล แต่กรณีปัจจุบัน สหรัฐและอิสราเอลได้ลงมือปฏิบัติการโดยปราศจากเหตุผลรองรับ
ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดระบุว่า อเมริกันชนกว่าร้อยละ 40 คัดค้านการโจมตีอิหร่าน แต่ที่น่าสนใจคือ มีเกินกว่าครึ่งที่ตอบแบบสอบถามเห็นว่าทรัมป์ตัดสินใจทำสงคราม หากระบอบการปกครองของอิหร่านล่มสลายลงจริง ความเห็นของอเมริกันชนก็อาจพลิกกลับ เปิดโอกาสให้ทรัมป์ สามารถนำผลงานดังกล่าวมาอ้างเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ และพาพรรครีพับลิกันเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอม
ปี 2003 สหรัฐสร้างหลักฐานเท็จ โดยอ้างเรื่อง “การพัฒนาอาวุธที่มีอานุภาพทำลายสูง” เป็นเหตุผลในการโจมตีอิรัก ขณะนั้นผู้นำเยอรมนีและฝรั่งเศสก็ยังออกมาคัดค้านการทำสงคราม ซึ่งตรงกันข้ามกับครั้งนี้
ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร กลับส่งสัญญาณว่าอาจให้ความช่วยเหลือบางประการแก่สหรัฐ เพื่อป้องกันมิให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อสนับสนุนการใช้กำลังของสหรัฐ
นักกฎหมายระหว่างประเทศชี้ว่า การโจมตีอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอล เป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ และจากข้อมูลที่ปรากฏ ก็ยังไม่มีเหตุผลใดที่สามารถสนับสนุนการโจมตีอิร่าน
ตะวันตกมักมองว่าจีน รัสเซีย และอิหร่านเป็นกลุ่มเดียวกัน ทว่าทั้งสามประเทศเป็นเพียงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ มิใช่พันธมิตรทางการทหาร ตรงกันข้าม กลุ่มตะวันตกต่างหากที่ภายหลังสงครามเย็นยังคงขยายพันธมิตรทางทหารอย่างต่อเนื่อง แต่กลับใช้ตนเองเป็นมาตรวัดผู้อื่น และสร้างความเป็นปฏิปักษ์ขึ้นมา
การปะทุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มีสาระสำคัญคือการแข่งขันระหว่างจักรวรรดินิยมยุโรปหลายฝ่ายที่มุ่งแสวงหาหรือธำรงความเป็นมหาอำนาจ มีการจับกลุ่มและทำสนธิสัญญาทางทหาร จนในที่สุดเหตุลอบสังหารเพียงครั้งเดียว ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ดึงทั้งทวีปยุโรปเข้าสู่สงคราม ส่วนสงครามโลกครั้งที่สองในระดับหนึ่งก็ถือเป็นความต่อเนื่องของสงครามโลกครั้งแรก มนุษยชาติควรจดจำบทเรียนนี้ การเชื่อว่าจัดตั้งพันธมิตรทางทหารคือวิธีถ่วงดุลอำนาจนำของสหรัฐที่ดีที่สุดนั้น อาจกลับทำให้โลกมีความเสี่ยงมากขึ้น
ระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดกติกาเป็นฐานกำลังสั่นคลอน ตะวันตกไม่มีความกล้าที่จะทำการปฏิเสธจักรวรรดินิยมและลัทธิอำนาจนำ รัสเซียก็มีแผล ปฏิเสธมิได้ว่า จีนมีอำนาจบารมีและเครดิตอันเปี่ยมล้นในเวทีการเมืองระดับโลก หากทำการไกล่เกลี่ยเพื่อให้ยุติการสู้รบในตะวันออกกลาง มิใช่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#สงครามอหราน #ทรมปหวงนำบอหนา


