
พิพัฒน์ ข้องใจ ทำไมคลังน้ำมันไม่พอจ่ายลูกค้า ยกสงขลา แบรนด์ไหนก็หมด รับ ข้อมูลราชการไม่สู้สื่อ
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ในประเด็นเกี่ยวกับ “แก้โจทย์น้ำมัน…เกาถูกที่คัน?”
โดยในตอนหนึ่ง นายพิพัฒน์ได้กล่าวถึงสภาวะน้ำมัน 2 ราคาที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ว่า โดยโครงสร้างแล้วราคาน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นจะเป็นราคาเดียว เนื่องจากยังไม่รวมภาษี แต่เมื่อมีการขนส่งออกจากโรงกลั่น ภาษีจะถูกนำมาคำนวณทันที และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเข้ามาช่วยพยุงราคา ทำให้เกิดราคาที่ประชาชนรับรู้กันในระดับประมาณ 20–21 บาท
ทั้งนี้ การจำหน่ายน้ำมันของผู้ค้าตามมาตรา 7 แบ่งออกเป็น 2 ช่องทาง คือ การขายผ่านสถานีบริการ (แฟรนไชส์) ซึ่งปัจจุบันมีราคาเดียวกันทั่วประเทศ และการขายส่งผ่าน “จ็อบเบอร์” ซึ่งเป็นการตกลงราคากันระหว่างผู้ค้าและผู้รับซื้อแต่ละราย
ในอดีต การขายให้จ็อบเบอร์มักมีราคาต่ำกว่าหน้าสถานีบริการ เนื่องจากเป็นการขายส่งและไม่มีต้นทุนด้านการให้บริการ ส่งผลให้จ็อบเบอร์สามารถนำไปจำหน่ายต่อให้ภาคอุตสาหกรรมหรือสถานีบริการที่ไม่มีแบรนด์ได้
ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปผู้ค้าตามมาตรา 7 ต้องแบกรับภาระต้นทุนจากการจำหน่ายผ่านสถานีบริการ ซึ่งอาจทำให้ขาดทุน จึงไม่สามารถลดราคาขายให้จ็อบเบอร์ได้เพิ่มเติม ส่งผลให้ราคาขายผ่านช่องทางจ็อบเบอร์ถูกปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด และเกิดความแตกต่างของราคาในที่สุด
“เอาตั้งแต่โบราณจนปัจจุบันนี้ขายผ่านจ็อบเบอร์กับขายผ่านแฟรนไชส์ยังไงก็ราคาไม่เท่ากันอยู่แล้ว เพียงแต่ในอดีตไม่ได้รับผลกระทบ ไม่ได้รับความเดือดร้อน”
“ถ้าบริหารในสถานีบริการมันทำให้ขาดทุน การที่คุณจะไปลดราคาให้จ็อบเบอร์ ซึ่งราคาออกจากโรงกลั่นมันขาดทุนอยู่แล้ว คุณจะไปลดตรงขาดทุนให้กับตัวเองเพิ่มขึ้นได้อย่างไร เพราะฉะนั้นถือว่าจ็อบเบอร์ก็ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ค้าตามมาตรา 7 ที่จะต้องไปอุ้มก็เลยปล่อยราคาให้ลอยตัวนี่ก็คือเหตุผล” นายพิพัฒน์กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า นี่คือปัญหา ภาคอุตสาหกรรมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งเดิมไม่ได้ใช้บริการสถานีบริการ ต้องหันมาเติมน้ำมันที่ปั๊มแทน เนื่องจากมีราคาถูกกว่า ทำให้ไปแย่งปริมาณน้ำมันกับผู้ใช้ทั่วไปที่ใช้บริการสถานีบริการอยู่แล้ว และส่งผลให้สถานีบริการมีปัญหาในการขนส่งน้ำมันเข้ามาเติมไม่ทันต่อความต้องการ
เมื่อถามว่า สถานการณ์ขณะนี้ที่โกลาหล เพราะคนที่เคยเติมปั๊มอิสระก็หันไปเติมจากปั๊มมีแบรนด์ ขณะเดียวกันผู้ใช้รายใหญ่ที่เคยซื้อน้ำมันจากจ็อบเบอร์ก็หันไปซื้อน้ำมันจากปั๊มที่มีแบรนด์เช่นกัน ดังนั้นมันจึงเกิดการมะรุมมะตุ้มที่จุดเดียวใช่หรือไม่ ตรงนี้มีแนวทางแก้ไขอย่างไร
นายพิพัฒน์ กล่าวว่าในภาวะปกติ ระบบขนส่งน้ำมันไปยังคลังต่างจังหวัดยังสามารถรองรับได้ แม้จ็อบเบอร์จะกระจายสินค้าไปยังสถานีบริการ ก็ยังไม่เคยเกิดปัญหาน้ำมันชอร์ต (ขาดแคลน) หน้าปั๊ม
“แต่วันนี้เมื่อหน้าปั๊มชอร์ต ผมยังเข้าใจได้นะว่าผู้ค้าภาคอุตสาหกรรมไปเติมหน้าสถานีบริการ แต่ทำไมหน้าคลังน้ำมันในแต่ละจุดน้ำมันถึงไม่พอจ่ายให้กับลูกค้า ส่วนนี้ผมต้องไปทำการบ้านต่อ” นายพิพัฒน์กล่าว
เมื่อถามว่าวานนี้ในที่ประชุมผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มเขามีคำตอบหรือคำอธิบายตรงนี้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในที่ประชุมยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนในประเด็นนี้ แต่ตนขอยอมรับตรงไปตรงมาว่า บางครั้งข้อมูลจากสื่อมวลชนกลับช่วยสะท้อนภาพและให้ความกระจ่างได้มากกว่าการรายงานภายในระบบราชการ “ผมต้องเรียนแบบตรงไปตรงมา ผิดเราก็ยอมรับว่าผิด ถูกเราก็ต้องบอกว่าผมทำถูก” และยังไม่มีการชี้แจงว่าปัญหาการขนส่ง โดยเฉพาะทางเรือว่า เหตุใดในอดีตจึงไม่เคยขาดแคลน แต่ปัจจุบันกลับเกิดปัญหาน้ำมันไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องไปศึกษาต่อ
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อย่างคลังน้ำมันที่สงขลาไม่ว่าจะของแบรนด์ไหนก็แล้วแต่ มันไม่มีน้ำมันจ่ายให้กับลูกค้าได้อย่างไร เพราะในอดีตคุณขายจ็อบเบอร์ คุณขายสถานีบริการ มันก็ยังมีน้ำมันจ่ายให้ลูกค้า นี้ผมก็ต้องทำการบ้านในส่วนนี้ต่อว่า เมื่อมีโจทย์ใหม่มาเราก็ต้องหาต่อไปอีกว่า แล้วสุดท้ายมันเกิดอะไรกันแน่ เพราะบางครั้งเราก็ไม่มีข้อมูลในมือทั้งหมด เพราะฉะนั้นอะไรที่คิดว่ามันเป็นช่องว่างก็ต้องพยายามปิดช่องว่าง
“วันนี้สถานการณ์ของรัฐบาลก็คือรัฐบาลที่กำลังจะเปลี่ยนถ่าย ผู้บริหารชุดปัจจุบันนี้บางท่านอยู่ บางท่านกำลังจะไป ข้าราชการถ้ารู้ว่าตรงไหนส่วนไหนนายฉันกำลังจะไป…” นายพิพัฒน์กล่าว
เมื่อถามว่าข้าราชการกกระทรวงพลังงานไม่ฟังรมต.โด่ง (นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์) เพราะกำลังจะไปถูกไหม เพราะรู้ว่ารมต.โด่งไม่ได้ไปต่อ นายพิพัฒน์ตอบสั้น ๆ ว่า “ผมเชื่อเขาฟังแต่ว่าเขารายงานครบไหม หมดไหม อันนี้คือปัญหา”
เมื่อถามว่ารัฐบาลมีแนวทางแก้อย่างไรเพื่อให้แต่ละช่องทางตลาดกลับมาทำหน้าที่ได้เหมือนเดิม
นายพิพัฒน์ กล่าวว่าในการประชุมเมื่อวานนี้ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ปัญหาน้ำมันขาดแคลนส่วนหนึ่งเกิดจากมาตรการสำรองน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยก่อนหน้านี้ มีการกำหนดให้ผู้ค้าต้องเพิ่มการสำรองน้ำมัน จากเดิม 1% เป็น 1.5% ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม และจะเพิ่มเป็น 3% ภายในสิ้นเดือนเมษายน ส่งผลให้น้ำมันที่กลั่นได้ในแต่ละวันต้องถูกกันส่วนหนึ่งเข้าสู่ระบบสำรอง ทำให้ปริมาณน้ำมันที่เข้าสู่ตลาดลดลง และกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุของภาวะขาดแคลน
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกการเพิ่มสัดส่วนสำรองชั่วคราว และให้นำน้ำมันที่สำรองไว้กลับเข้าสู่ตลาด เพื่อบรรเทาสถานการณ์ โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำมันดีเซลเข้าสู่ตลาดได้ประมาณวันละ 10 ล้านลิตร และน้ำมันเบนซินประมาณวันละ 5–6 ล้านลิตร ซึ่งหากดำเนินการตามแนวทางนี้ คาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายภายในประมาณ 10 วัน
พิธีกรถามต่อว่าจะยกเลิกการสำรองน้ำมัน 3% ทั้งหมดเลยใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังคงไว้ 1% ส่วน 2% ที่เพิ่มขึ้นมา ถือว่ายกเลิกไป
เมื่อถามถึงประเด็นราคาหน้าโรงกลั่น ที่ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าต้นทุนเดิมแต่ขายอิงราคาตลาดใหม่
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ส่วนนี้ทางสมาคมโรงกลั่นยอมรับว่า ผลประกอบการในเดือนมีนาคมมีแนวโน้มมีกำไรสูง แต่หากสถานการณ์สงครามคลี่คลาย ราคาน้ำมันดิบที่เคยซื้อไว้ในระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากปรับลดลงเหลือประมาณ 60 ดอลลาร์ ก็จะส่งผลให้เกิดภาวะขาดทุนในสต๊อก ส่วนนี้เขาต้องแบกภาระตัวขาดทุน เมื่อขาดทุนตรงนั้นเขาก็ถามกลับมาว่า แล้วใครจะดูแลโรงกลั่น
“เราบอกว่า บ้านเราการทำธุรกิจพลังงานขอให้เป็นไปตามกลไกตลาด เมื่อประกาศเป็นตามกลไกตามตลาดเราก็ต้องยอมรับสภาพในส่วนนั้น ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ไป รัฐบาลก็มีหน้าที่อย่างเดียวคือ ทำอย่างไรที่จะหาวิธีชดเชยให้คนไทยเราอยู่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่แตะโรงกลั่น ราต้องหารือต่อ แต่เถ้าสุดท้ายมันไม่ไหวจริงๆ มันก็ต้องจับเข่าคุยกัน” นายพิพัฒน์กล่าว
เมื่อถามว่าจะมีการใช้ระบบเรียกเก็บภาษีลาภลอยแบบประเทศอังกฤษหรือไม่
นายพิพัฒน์กล่าวว่า “แล้วถ้าสมมติเวลาเขาขาดทุน เราจะไปชดเชยเขาคืนไหมครับ” แต่เชื่อว่ากระทรวงพลังงานมีการศึกษาในประเด็นดังกล่าวอยู่ โดยเฉพาะในระดับนโยบาย ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังน่าจะให้ความสำคัญและพิจารณาเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะสุดท้ายมันหมุนไปหมุนมามันก็ไม่พ้นกระทรวงการคลังที่จะต้องกลับมานั่งดูรายละเอียดทั้งหมด
เมื่อถามว่ามีคำอธิบายหรือไม่ว่า เหตุใดต้นทางน้ำมันไม่ได้ขาดแคลน แต่ปลายทางกลับเกิดความโกลาหล และน้ำมันหายไปกองอยู่ตรงไหน
นายพิพัฒน์กล่าวว่า “จริง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงในภาพรวมไปแล้ว มันก็คือบ้านผมมีรถอยู่ 3 คัน ในอดีตผมใช้คันไหนก็เติมคันนั้น แต่พอเกิดภาวะไม่รู้มีน้ำมันเติมหรือเปล่า รถอีก 2 คันที่จอดเฉยๆ ผมก็เอามาเติมน้ำมันไว้ก่อน เพราะวันไหนที่ผมเข้าปั๊มแล้วไม่มีน้ำมันเติมผมจะได้หมุนเอารถคันที่ 2 คันที่ 3 มาใช้”
เมื่อถามว่าการสต๊อกในระดับครัวเรือนอย่างที่ยกตัวอย่าง มันมีพลังถึงขนาดที่ทำให้เกิดอาการชอร์ต หรือแน่นิ่งกันทั้งประเทศอย่างที่เห็นกันทั้งประเทศอย่างที่เห็นทุกวันนี้เลยหรือ
นายพิพัฒน์ถอนหายใจ ก่อนกล่าวว่า ถ้าแค่ครัวเรือนเดียวมันคงไม่มีปัญหา แต่ถ้าทุกคนทุกหลังคาเรือน หลายครัวเรือนรวมกันช่วนกันเก็บ แบบนี้ปริมาณมันเยอะ “อันนี้ขอให้เป็นหน้าที่ของตัวผมและรัฐบาล และกระทรวงพลังงานแก้อีกสักช่วง ขอระยะเวลาอีก 10 วัน”
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#พพฒน #ของใจ #ทำไมคลงนำมนไมพอจายลกคา #ยกสงขลา #แบรนดไหนกหมด #รบ #ขอมลราชการไมสสอ


