ไม่ดูไม่ได้แล้ว ระดมแผนพยุงเศรษฐกิจ รับมือศึกตะวันออกกลาง

0
0
E0B8A0E0B89B E0B8A3E0B8B0E0B894E0B8A1E0B981E0B89CE0B899E0B89EE0B8A2
E0B8A0E0B89B E0B8A3E0B8B0E0B894E0B8A1E0B981E0B89CE0B899E0B89EE0B8A2

หมายเหตุความเห็นและข้อเสนอแนะนักวิชาการและภาคธุรกิจ เกี่ยวกับแผนการรับมือสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบให้ต้นทุนพลังงานและสินค้าต่างๆ ปรับขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

กอบกิจ อิสรชีววัฒน์
ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่

ถือว่าเป็นเรื่องท้ายทายรัฐบาลพอควร ระยะสั้นคงต้องปรับเปลี่ยนในหลายเรื่อง ทั้งการสำรองน้ำมัน หางบมาตรึงราคาให้ขยับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป หากสงครามจบเร็วกลับสู่สถานการณ์ปกติก็ถือว่าโชคดี เพราะการสำรองน้ำมันยังไปได้ 100 วัน และหาเงินมาชดเชยได้ไปอีก 40-50 วัน หากสงครามลากยาวก็น่าห่วง รัฐบาลต้องเร่งจัดสรรงบให้เร็ว เพื่อนำเงินเติมเข้าชดเชยกองทุน

ส่งผลกระทบแล้วตามมาคือกลุ่มปิโตรเคมี ทั้งเม็ดพลาสติก ยางสังเคราะห์ รวมทั้งยางมะตอย เพราะทุกอย่างทำมาจากน้ำมันดิบ เนื่องจากเริ่มมีการปรับราคาสูงขึ้น ทยอยส่งผลกระทบต่อประชาชน 5-10% ยิ่งหากยืดเยื้อก็จะกระทบทุกกลุ่ม พาณิชย์จังหวัดและอุตสาหกรรมจังหวัดต้องเข้าไปตรวจสอบการปรับขึ้นราคาไม่ให้สูงเกินไปจนประชาชนเดือดร้อนหนัก ควรพยุงราคาให้เป็นไปตามสมควร ไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบได้

ในกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภคเตรียมปรับราคาขึ้นหลังจาก 3 เดือนนี้ รัฐบาลต้องเร่งหาทางออกว่า จะเข้าไปช่วยเรื่องกลไกราคาอย่างไร จะสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างไร โดยเฉพาะการลดต้นทุนออกมารองรับ เช่น ลดภาษี ก็คงได้แต่ภาวนาว่าสงครามจะไม่ลากยาวเป็นปี หวังให้จบเร็ว ไม่อยากให้มีแนวโน้มขยายสงครามออกไปเป็นปี เพราะถ้าลากยาวก็ต้องใช้คำว่า ตัวใครตัวมัน เป็นโจทย์ยากมาก เพราะรัฐบาลก็คุมสงครามไม่ได้ เงินทุนสำรองน้ำมัน วัตถุดิบ ดีเซลกระโดดไป 60 บาท จะทำอย่างไร รัฐบาลต้องมองภาพแย่ที่สุดไว้เลย เพื่อหาทางรับมือ เช่น การตั้งศูนย์เฉพาะกิจ ป้องกันสถานการณ์เฉพาะกิจเพื่อดูว่าหากสถานการณ์ลากยาวประเทศไทยจะทำอย่างไร

แต่ผมเชื่อว่า ในวิกฤตมีโอกาสเสมอ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เป็นแหล่งเพาะปลูกอาหาร วิกฤตแค่ไหนอย่างไรเราก็มีข้าวกิน และยังส่งออกได้ด้วย กรณีคุณศุภจี (ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์) ทำอยู่ ด้วยการเอาอาหารไปแลกน้ำมัน ถือว่ามาถูกทาง ก็อยู่ที่ค่าขนส่งว่าจะคุมราคาอย่างไร ไปดูระบบโลจิสติกส์ เพราะผมมองว่า อาหารคือโอกาส อีกเรื่องคือประเทศไทยน่าจะถูกเลือกให้เป็นแหล่งพำนักที่ปลอดภัย เป็น เซฟ แทรเวล โดยเฉพาะชาวต่างประเทศหากกังวลก็จะทยอยมาพักที่ประเทศไทย ถึงแม้ว่าราคาสินค้า น้ำมันจะแพง แต่หากเทียบสัดส่วนราคาของเราก็ถูกกว่ามาก เขาก็น่าจะขนเงินขนทองมาบ้านเรา ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้ ยิ่งกลุ่มมาพำนักระยะยาว หนีมากันทั้งครอบครัว หาโรงเรียนนานาชาติให้ลูก

หลายคนอาจมองว่าเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่จะได้ประโยชน์มากกว่า แต่ต้องไม่ลืมว่าเชียงใหม่มีสถานกงสุลอเมริกา เขาอาจไม่อยากมา และเขาเริ่มรู้จักเมืองรอง มีข่าวว่า น่าน แพร่ และพะเยา ก็เป็นไปได้เช่นกัน เพราะค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพถูกกว่า ระบบสาธารณสุขดีกว่าบางประเทศด้วยซ้ำ

สำหรับประชาชนต้องอดทนให้มาก รัฐบาลต้องหันมาดูแลภาคเกษตรให้มากขึ้น ส่วนภาคธุรกิจต้องหันมาดูสภาพคล่อง เงินสดหมุนเวียนต้องมีอย่างน้อย 12 เดือน เร่งระบายสินค้าออกจากสต๊อก อาจขายในราคาปกติหรือขายถูกลง เพื่อให้ได้เงินสดมาประคองธุรกิจไว้ ลดต้นทุนด้านอื่นๆ ใช้เอไอมาช่วยลด เพราะค่าพลังงานสูงขึ้น รัฐบาลต้องหาทางส่งเสริมพลังงานทดแทน โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์สำหรับครัวเรือน ลดค่าการติดตั้งให้ถูกลงด้วยการชดเชยราคาให้ประชาชนสามารถติดตั้งที่บ้านได้ 8 หมื่นบาท หรือไม่เกินแสนบาท เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้โซลาร์เซลล์มากขึ้น

วิทวัส รุ่งเรืองผล
อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์
และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

การปะทะระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านจนทำให้เกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ และขยายวงไปถึงการโจมตีแหล่งผลิตพลังงานในอ่าวเปอร์เซียจนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาแล้วนั้น จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มพลังงานและกลุ่มพลาสติก ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเม็ดพลาสติก ถือเป็นต้นทางของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี จึงจะมีผลต่อราคาอะลูมิเนียมจะนำมาทำบรรจุภัณฑ์ กระทบห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงปุ๋ยเคมีสำหรับธุรกิจการเกษตร และยังทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งผ่านทางเรือ รถ เครื่องบิน ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งหมดนี้จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ดิ่งลงสู่หุบเหว ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ค่อนข้างแย่ กำลังซื้อจะยิ่งหดตัว เงินจะเฟ้อขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะแพงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อาจเกิดภาวะขาดแคลนได้โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ฯลฯ ก่อนจะเกิดการปะทะใหญ่ในครั้งนี้ หากนับตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้ดีเท่าใดนัก ยังซบเซาไม่ฟื้นตัวสักเท่าใด

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยมีแรงต้านทานต่อวิกฤตต่ำ ที่ผ่านมาภาครัฐบาลก็เจอวิกฤตหลายดอกหลายเด้ง เงินแทบจะไม่เหลือ คงต้องรองบประมาณจากปีงบประมาณใหม่และอาจมีการกู้เงินมาเพิ่มอีก ขณะที่การจัดเก็บรายได้ในปีนี้ก็น่าจะต่ำกว่าเป้า ภาคประชาชนเองก็มีหนี้ครัวเรือนเยอะ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยจึงทำได้ยาก ด้านเอกชนก็ยังมองไม่เห็นอนาคตทางเศรษฐกิจจากโปรเจ็กต์การลงทุนใหม่ๆ ส่วนวงการอสังหาริมทรัพย์ ได้คุยกับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการพบว่ามีสัญญาณไม่น่าจะดี แนวโน้มการซื้อขายตกลงมาเรื่อยๆ ทุกไตรมาส และตั้งแต่ปี 2567 มาถึงต้นปี 2569

งบกลางเงินสำรองฉุกเฉินก็ใช้ไปมากแล้วกับน้ำท่วมหาดใหญ่และโครงการคนละครึ่งพลัส การคุมราคาสินค้าก็คงไม่สามารถทำได้ในระยะยาว สุดท้ายราคาจะพุ่งขึ้นแน่นอน เมื่อของผลิตมีน้อยลงก็จะเกิดตลาดมืดด้วย เนื่องจากการไปคุมราคาคือการไปแทรกแซงกลไกตลาดโดยตัวเอง รวมถึงการจะให้เอกชนแบกภาระต้นทุนสูงขึ้นไว้ก็คงทำได้ไม่นาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยสายป่านไม่ได้ยาว เรายังไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่จะมีมาตรการช่วยประชาชนอย่างไรได้บ้าง

สำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลภายใต้สถานการณ์นี้ สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือเร่งเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศอาจต้องการย้ายฐานการผลิตหรือกระจายความเสี่ยงออกจากตะวันออกกลาง ก็น่าจะหันหน้ามาหาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค่อนข้างมีความเป็นกลางในเวทีโลก มีความปลอดภัยสูงกว่า และประเทศไทยเองก็มีฐานค่อนข้างดีในหลายด้าน รัฐบาลควรใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเอื้อในเรื่องนี้ เช่น การให้วีซ่า DTV (Digital Nomad Visa) ถ้าไทยคว้าโอกาสตรงนี้ไว้ได้จะทำให้เกิดการลงทุนในประเทศโดยตรง และจะส่งผลให้การเกิดเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเงื่อนไขให้เอื้อต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับต่างชาติ ตัวอย่างเช่น กรณีอสังหาริมทรัพย์ การขยายสิทธิการเช่าให้เป็น 50-60 ปี หรือ 99 ปี หรือกระทั่งการทำให้สามารถจดทะเบียนที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นอาคารชุดได้ น่าจะเอื้อให้เป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้ชาวต่างชาติมีความสนใจเข้ามาซื้อ และพำนักระยะยาวในไทยได้ เพราะอย่างที่กล่าวไปหากสงครามจบโลกน่าจะเปลี่ยนย้าย หรือหันเหการทำกิจกรรมต่างๆ ออกจากทางตะวันออกกลาง อาจรวมไปถึงการท่องเที่ยว และอยู่อาศัยด้วย อีกทั้งอย่างตัวเลขมูลค่าการซื้อขายอาคารชุดในไทยปี 2568 มีถึง 25% เป็นเม็ดเงินจากต่างชาติ โดยอันดับแรกมาจากจีน ตามมาด้วยเมียนมา รัสเซีย และไต้หวัน

ทุกวันนี้ประเทศฝั่งตะวันออกกลางก็เข้ามาไทยในลักษณะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourist) อยู่แล้ว ถ้าสามารถทำให้เขาเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ เป็นบ้านหลังที่สอง หรือหลบภัยสงคราม และยังสามารถทำธุรกิจต่อในประเทศไทยได้ด้วยก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี การผลักดันให้ถึงการเป็นศูนย์กลางสำหรับการพำนักเพื่อบริหารธุรกิจก็มีความเป็นไปได้ เพราะอย่างพม่าหรือรัสเซียเข้ามาทำให้ตลาดการซื้อคอนโดของไทยเพิ่มขึ้น ก็มาจากการที่คนในประเทศเหล่านั้นเกิดความกังวลสงครามภายในประเทศของตัวเองด้วย

จากผลกระทบทางเศรษฐกิจกำลังจะเกิดขึ้น อยากแนะนำให้ประชาชนทุกคนเริ่มทำตารางชีวิตใหม่ ทบทวนตัวเองเลยว่า ณ วันนี้ ตัวเองมีเงินเก็บสำหรับใช้ชีวิตอยู่ได้นานเพียงใดหากถูกลดเงินเดือนลง หรือรายได้ลดลง 50% หรือถูกเลย์ออฟในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ต้องวางแผนการใช้เงินโดยคิดถึงสถานการณ์แย่ที่สุดจะเกิดขึ้นในอนาคต และระหว่างนี้ให้หาแนวทางการใช้ชีวิตโดยประหยัดให้ได้มากที่สุด

จะคิดว่าชีวิตทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว ต้องกลับมาประเมินตัวเองดูและเตรียมพร้อมเอาไว้ว่ามีทรัพย์สินอะไรไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้บ้าง ต้องเริ่มสำรวจและหาช่องทางในการขายไว้ หรือให้เริ่มดำเนินการขายได้เลย เพราะถ้าไม่เริ่มตอนนี้แล้วในอีก 3-6 เดือนข้างหน้าถูกลดเงินเดือน หรือถูกเลย์ออฟโดยไม่เตรียมตัวจะลำบากแน่นอน เพราะจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์รายรับน้อยลง รายจ่ายสูงขึ้น ข้าวของราคาแพง การหารายได้เพิ่มยากมากในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

กรณีที่มีสินทรัพย์ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น ทองคำ กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ให้ลองมองหาลู่ทางในการนำไปขาย หรือจำนำไว้ก่อนเพื่อรักษาสภาพคล่องให้กับตัวเอง แม้แต่บ้านที่อยู่อาศัย ถ้ามองว่ามีขนาดใหญ่เกินจำเป็น หรือเป็นภาระในการผ่อนระยะยาวให้วางแผนการขายตั้งแต่เนิ่นๆ หาเช่าที่อยู่อาศัยที่ขนาดและราคาเหมาะสมลดลงมา ในสถานการณ์เช่นนี้แม้ว่าการขายออกไปเร็วจะขาดทุนแต่ยังดีกว่าผ่อนไม่ไหวและโดนธนาคารยึดแน่นอน

สำหรับผู้มีบ้านที่พักอาศัยหรือภูมิลำเนาเดิมอยู่ต่างจังหวัดอาจจะเริ่มวางแผนดูก็ได้ กรณีบริษัทให้ Work Form Home ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก่อน เพราะค่าครองชีพถูกกว่าในกรุงเทพฯมาก หากสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมากรุงเทพฯอีกครั้งก็ยังได้ เป็นโมเดลเดียวกันกับช่วงเกิดโควิด-19 ระบาดก็มีการทำเช่นนี้กันเยอะและได้ผล

ผู้จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตในครั้งนี้เป็นลำดับแรกๆ มีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเกษตรกร ได้รับผลกระทบตั้งแต่ราคาปุ๋ย ลงมาถึงปลายน้ำ บรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก ค่าประกันภัย ฯลฯ ต้นทุนสูงขึ้นจะยิ่งทำให้ความสามารถในการส่งออกลดลง เพราะทำราคาสู้คู่แข่งไม่ได้ 2.กลุ่มอาชีพเกี่ยวข้องกับการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพขนส่งอิสระต้องผ่อนรถยนต์มาใช้ทำงาน หากรถถูกยึดจะไม่ได้กระทบแค่ในระยะสั้น เพราะถึงสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็อาจติดเครดิตบูโรจนออกรถใหม่มาทำธุรกิจต่อไม่ได้

3.กลุ่มอาชีพเกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการบิน เช่น ธุรกิจรถโดยสาร ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการต่างๆ ตามแหล่งท่องเที่ยว จะได้รับผลกระทบคล้ายกับช่วงโควิด-19 เพราะเมื่อน้ำมันแพงขึ้นก็จะทำให้ราคาค่าโดยสารแพงขึ้นตามไปด้วย รวมถึงอาจจะมีคนจำนวนไม่น้อยอยู่ในภาวะหวาดกลัวสงครามจนลดการเดินทางท่องเที่ยว เหล่านี้จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยชะลอตัวลง 4.กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากในสถานการณ์ปกติเมื่อเทียบรายได้กับรายจ่ายก็ค่อนข้างมีความตึงตัวอยู่แล้ว และเมื่อข้าวของต่างๆ แพงขึ้น หรือกระทั่งค่าไฟฟ้าก็จะสูงขึ้น ก็จะกระทบต่อค่าครองชีพและทำให้ผู้มีรายได้น้อยยิ่งมีกำลังซื้อจำกัดมากขึ้น และมีโอกาสไปก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น และตัดทอนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อนำมาเป็นค่าครองชีพแทน

ถึงแม้การปะทะระหว่างสหรัฐ-อิสเราเอลกับอิหร่านจบลงเร็ว หรือภายใน 1 เดือนนี้ คาดว่าราคาน้ำมันในไทยก็จะยังคงสูงขึ้นไปอีกราว 2-4 เดือน และยังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องยาวทั้งปี 2569 เนื่องจากการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน ในการซ่อมแซมและฟื้นฟูจนกว่าห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกจะกลับมาปกติ อีกทั้งการที่ช่วงที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปสนับสนุนราคาน้ำมันไว้จนติดลบจำนวนมาก ทำให้เมื่อสถานการณ์ปกติแล้วจะต้องมีการเก็บเงินมาชดเชยส่วนที่ติดลบผ่านราคาน้ำมันมากขึ้น ขณะที่กลุ่มสินค้าปิโตรเคมี พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ อาจทำให้การฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 แต่ภายในปี 2569 นี้ ราคาสินค้าอาจจะยังไม่กลับมาอยู่ในอัตราที่ปกติ

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ สถานการณ์เช่นนี้จะเป็นแรงกดดันไปที่รัฐบาล หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาได้ไม่ดีก็จะนำมาสู่การประท้วงของประชาชน และหากเกิดประท้วงรุนแรงก็จะยิ่งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภายในประเทศตามมาซ้ำอีก

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลางท่ามกลางการจัดตั้ง ครม.ชุดใหม่ ในเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องท้าทายกับรัฐบาลมาก เพราะงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินจะต้องไปใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ อีกด้วย ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในส่วนงบประมาณจะต้องใช้จ่ายเกี่ยวกับพลังงาน จะต้องเอามาจากกองทุนพลังงานเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนที่มีอยู่ก่อน หรือกองทุนที่มีการสะสมในภายหลัง จากภาษีต่างๆ ของผู้ประกอบการ จะต้องใช้กองทุนพลังงานเป็นหลัก ไม่ใช่ผลักภาระให้กับประชาชน อะไรที่เป็นกองทุนเกี่ยวกับพลังงาน จะต้องเอามาใช้ให้ครอบคลุมกับปัญหาภาวะวิกฤตพลังงานในเวลานี้

การไปแก้งบประมาณเชื่อว่ายังไม่พอ รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการแก้ปัญหา รัฐบาลเป็นฝ่ายตั้งรับในฐานะเป็นองค์กรจะต้องรับผิดชอบต่อปัญหาโดยตรง และมีปัญหาแทรกซ้อนเกิดมาจากวิกฤตในตะวันออกกลาง ดังนั้น ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมด้วยช่วยกัน แต่รัฐบาลจะต้องเป็นเจ้าภาพแก้ไขปัญหา รัฐบาลจะต้องดึงกลุ่มทุนพลังงาน ดึงภาคธุรกิจเอกชน ดึงภาคราชการ การปกครองส่วนท้องถิ่น รวมไปถึงสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน แล้วไปดูในเรื่องของงบประมาณ ทรัพยากรจะเข้ามาร่วมกันในแก้ไขปัญหานี้

ในส่วนของโรงกลั่นน้ำมันไม่รู้ว่าจะมีงบประมาณมาช่วยเหลือหรือเปล่า แต่โดยหลักการแล้วไม่ควรผลักภาระมาที่ประชาชน งบประมาณรายจ่ายของประชาชนจะต้องใช้จ่ายในเรื่องอื่นๆ อยู่แล้ว ทำอย่างไรจะหามาจากกลุ่มทุนผู้ประกอบการพลังงาน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

การแก้ไขปัญหาในเรื่องราคาพลังงาน ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาแทรกซ้อนไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย จึงต้องมาจัดการปัญหาภายใน มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีมีบางกลุ่ม หรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลภายในประเทศกักตุนน้ำมัน เพื่อหากำไรจากความทุกข์ยากของประชาชน รัฐบาลจะต้องดำเนินการในจุดนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรม ไม่ให้ใครกักตุนน้ำมัน เพื่อแสวงหาความทุกข์จากประชาชน รัฐบาลจะต้องชี้แจงตามข้อเท็จจริงว่าจะมีมาตรการอะไรบ้าง ในการแก้ไขปัญหาเรื่องพลังงาน หากสงครามยืดเยื้อ อาทิ หาแหล่งพลังงานมาซัพพอร์ต การแปรรูปผลิตพลังงานภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย เพื่อสร้างเป็นพลังงานทดแทน

ประการต่อมา รัฐบาลจะต้องมีโรดแมปชัดเจนในการแสวงหาพลังงานธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม คิดว่าประเทศไทยมีความพร้อมทางด้านภูมิศาสตร์ ทั้งทรัพยากรลม แสงอาทิตย์ ในระยะยาวรัฐบาลต้องคิด พร้อมทั้งวางแผนโครงการระยะกลาง ระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องพลังงาน ที่สำคัญรัฐบาลจะต้องสร้างหุ้นส่วนในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพราะทุกคนจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะรัฐบาลจะต้องดึงนักธุรกิจพลังงาน รวมทั้งภาคสังคมให้มากที่สุด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องร่วมด้วยช่วยกันเพื่อผ่านวิกฤตไปให้ได้

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้รัฐบาลจะต้องคุยกับผู้ประกอบธุรกิจน้ำมันภายในประเทศ แต่ยังกังวลใจในเรื่องความสัมพันธ์ในอำนาจ เพราะว่ากลุ่มทุนพลังงานจำนวนมาก มีความสัมพันธ์กับรัฐบาล ทำให้กลุ่มทุนพลังงานเหล่านี้ไม่ยอมถูกตัดแบ่งกำไร และเสียสละเพื่อประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะต้องคุยกับกลุ่มทุนพลังงาน หลังจากนั้นแจ้งข่าวสารให้กับสังคมให้รับทราบ โดยเฉพาะกลุ่มทุนที่ดี ส่วนกลุ่มทุนไหนแสวงหาผลประโยชน์จากราคาน้ำมันก็นำมาบอกกล่าวกับประชาชนเพื่อบอยคอต (Boycott) คว่ำบาตร หรือไม่สนับสนุนกลุ่มผู้ค้าน้ำมันนั้นๆ รัฐบาลจะต้องเอาจริงเอาจังโดยเฉพาะกลุ่มทุนที่แสวงหากำไรจากความทุกข์ยากของประชาชน

ส่วนภาคเกษตรกรรมนั้น อาจจะต้องกลับมาพึ่งพาตนเองเรื่องพลังงาน หากมีไม่พออาจจะต้องพึ่งพาแรงงานวัว ควาย ที่เคยใช้กันมาในอดีต รวมทั้งเรื่องปุ๋ยที่มีราคาแพง อาจจะต้องหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยเกษตรอินทรีย์ หากทำได้ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้ เช่น ช่วงนี้ราคาปุ๋ยขึ้นราคา รัฐบาลจะต้องส่งเสริมการสร้างปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก มาจากวัสดุท้องถิ่น และยังเป็นการลดใช้สารเคมีอีกด้วย จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย รวมทั้งหันมาทำเกษตรเพื่อยังชีพมากกว่าเพื่อแสวงหากำไร

ส่วนสินค้าพวกมันสำปะหลัง อ้อย ปาล์ม สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานทดแทนได้ รัฐบาลจะต้องคิดในระยะยาว รวมทั้งพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ที่ผ่านมารัฐบาลไม่สนับสนุนเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกลุ่มทุนพลังงาน แต่เวลานี้รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานในระยะยาว หากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นทั้งระบบ โดยมีผลพวงมาจากพลังงาน ถ้าเหตุการณ์ยังยืดเยื้อ การพึ่งพาตนเองคือทางรอดของสังคม จะต้องกลับมาใช้เศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง

การตั้งรัฐมนตรีเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ต้องยอมรับการตั้งรัฐมนตรีในครั้งนี้มาจากโควต้า จัดสรรแบบหุ้นส่วน ดังนั้น รัฐบาลควรสร้างทีมงานในการช่วยรัฐมนตรีในการบริหารประเทศ เพราะรัฐมนตรีเมื่อจัดสรรภายใต้โควต้า ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ในการแก้ปัญหาควรดึงคนที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ เอ็นจีโอ ภาคประชาสังคม เทคโนแครต (Technocrat) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือผู้ประกอบการที่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ มาช่วยเหลือเป็นคณะทำงาน ที่ปรึกษา เพื่อให้เห็นว่ารัฐมนตรีอาจจะเป็นคนหน้าใหม่ คนรุ่นใหม่ แต่เลือกคณะทำงานที่มีประสบการณ์เพียบพร้อม ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลจะต้องทำให้ได้

หากทำแบบเดิม โดยจัดสรรโควต้าเหมือนเดิม ใช้เครือข่ายบ้านใหญ่ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในรัฐบาล หากมีการสร้างทีมงานดีๆ ขึ้นมาประกบเหมือนกับรัฐบาล พลเอกชาติชาย หรือรัฐบาล พลเอกเปรม ครม.หน้าตาไม่ดี ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบุฟเฟต์คาบิเนต ฉายารัฐบาลชาติชาย แต่ใช้ทีมที่ปรึกษาที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งรัฐบาลภูมิใจไทยจะต้องเรียนรู้ประสบการณ์กับ 2 รัฐบาลที่กล่าวมา

การตั้งวอร์รูมแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลจะต้องตั้งโดยเร็ว เพราะรัฐบาลไม่มีเวลาเฉลิมฉลองชัยชนะ หลังจากแถลงนโยบายแล้วจะต้องเร่งดำเนินการทันที เพราะจะต้องสร้างความเชื่อมั่นเนื่องจากวิกฤตหลายอย่างรุมเร้ารัฐบาลจนประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล จึงเป็นเรื่องท้าทายรัฐบาลชุดนี้มาก
วอร์รูมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต้องขอความร่วมมือจากประชาชน จะต้องร่วมด้วยช่วยกันผ่านวิกฤตไปให้ได้ โดยเฉพาะนายทุนพลังงานจะต้องโดดลงมาช่วยประเทศชาติ หากนายทุนไหนดีก็ต้องสนับสนุน หากนายทุนพลังงานเห็นแก่ตัว หาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชน จะต้องบอยคอตเช่นกัน

หัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ
รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้บริหารโรงสีเอกวัฒนาพืชผล จ.นครราชสีมา

จากสถานการณ์การสู้รบที่ตะวันออกกลางส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกทำให้น้ำมันมีราคาสูงขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าวนั้นส่งผลกระทบมายังประเทศไทยด้วย ผลจากราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอาจส่งผลต่อไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะเพิ่มสูงขึ้นจากต้นทุนราคาน้ำมันเป็นปัจจัยหลักในการขนส่งสินค้า จากสาเหตุดังกล่าว ทางรัฐบาลนั้นมีความจำเป็นต้องบริหารงบประมาณแผ่นดินด้วยความรอบคอบ เนื่องจากขณะนี้ประเทศกำลังเกิดวิกฤตเรื่องพลังงาน งบประมาณปี 2569 นั้นไม่ได้ถูกจัดสรรมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นรัฐบาลอาจมีความจำเป็นจะต้องตัดงบประมาณบางอย่าง เพื่อจะนำเงินดังกล่าวนั้นมาใช้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเกิดขึ้นกับประชาชนจากสถานการณ์น้ำมันแพง งบประมาณที่รัฐบาลจะต้องนำมาใช้มากเป็นพิเศษก็คือ การหาแหล่งน้ำมันดิบเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นแทนแหล่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง หากสถานการณ์ดังกล่าวมีความยืดเยื้อ รัฐบาลควรจะต้องเข้าไปดูแลเรื่องโครงสร้างราคาพลังงานให้เกิดความโปร่งใส เพื่อตอบคำถามประชาชน

ปัญหาต่อมาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สินค้ามีราคาแพงโดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นต่อประชาชนต้องกินต้องใช้ รัฐบาลจะต้องเอางบประมาณมาแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต้องได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาสินค้าแพงขึ้น และไม่ใช่แค่ประชาชนได้รับผลกระทบ หน่วยงานราชการก็เช่นกัน เพราะงบประมาณใช้อยู่ในปัจจุบันนี้เป็นงบประมาณเขียนมาเมื่อปลายปี 2568 ยังไม่ได้เกิดเหตุการณ์ตะวันออกกลาง งบประมาณเคยเขียนเอาไว้อาจจะต้องมีการปรับลดให้เข้ากับสถานการณ์ อย่างงบจัดซื้อจัดจ้างที่มีราคากลางกำหนดเอาไว้แล้ว อาจเปลี่ยนแปลงมีราคากลางเพิ่มสูงขึ้นตามสถานการณ์ปัจจุบัน

ที่สำคัญงบประมาณส่วนใหญ่เป็นงบประจำทำเป็นปกติทุกปีอยู่แล้ว รัฐบาลไม่ได้มีการเขียนงบประมาณเอาไว้เพื่อแก้ไขวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้น รัฐบาลเองอาจจะต้องมีการรัดเข็มขัดด้วยการตัดงบประมาณที่จำเป็นน้อยที่สุดออก เพื่อจะนำเอาเงินงบประมาณดังกล่าวมาใช้แก้ไขปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้รัฐบาลเองก็ต้องทำเป็นนโยบายให้ส่วนราชการทุกกระทรวงนั้นประหยัดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมไปถึงขอความร่วมมือจากภาคประชาชนในการช่วยกันประหยัดเพื่อผ่านวิกฤตนี้ไปได้ สุดท้ายอยากให้รัฐบาลทำมากที่สุดคือ เรื่องของการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหามาอย่างยาวนอน ก่อนอื่นต้องยอมรับว่างบประมาณใช้บริหารประเทศนั้นเกิดการรั่วไหลออกไปโดยไม่สามารถนำเงินงบประมาณมาใช้บริหารประเทศได้อย่างเต็มที่ เหตุก็มาจากการทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้ารัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ หรือทำให้ปัญหาทุจริตลดลงได้ก็จะเหลือเงินงบประมาณใช้บริหารประเทศภายในปี 2669 ได้


ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

#ระดมแผนพยงเศรษฐกจ #รบมอศกตะวนออกกลาง

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่