ราคาบิตคอยน์ (Bitcoin) พุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 78,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีปัจจัยหนุนจากสัญญาณการคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ก่อนจะมีการปรับฐานลงมาอยู่ที่ประมาณ 74,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 20 เมษายน หลังจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
บิตคอยน์: สินทรัพย์ปลอดภัยยุคใหม่ ผลตอบแทนเหนือกว่าทองคำ
ในภาวะสงคราม นักลงทุนเริ่มมองว่าบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge Asset) ที่มีประสิทธิภาพ โดยข้อมูลจาก Bitazza Thailand เผยให้เห็นผลตอบแทนที่น่าสนใจนับตั้งแต่การโจมตีเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ดังนี้:
- Bitcoin: ให้ผลตอบแทนสูงถึง 12%
- ดัชนี S&P500: ให้ผลตอบแทน 2%
- ทองคำ: ผลตอบแทนติดลบ -9%
ปัจจัยเสี่ยงและมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
แม้ราคาจะพุ่งสูงขึ้น แต่ตลาดอนุพันธ์ยังสะท้อนความระมัดระวัง โดยมีค่า Funding Rate ในแดนลบ และมีการซื้อ Put Options เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ระดับ 50,000 – 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ ด้าน Jasper De Maere จาก Wintermute ระบุว่าตลาดต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ และแรงซื้อจากสถาบันที่ต่อเนื่องเพื่อเบรกกรอบราคาได้อย่างมั่นคง
แรงหนุนสำคัญจากสถาบันการเงินระดับโลก
ปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงราคาบิตคอยน์ในปัจจุบันมาจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันอย่างมหาศาล เช่น:
- Strategy Inc. เข้าซื้อบิตคอยน์มูลค่ารวม 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 2 สัปดาห์
- Morgan Stanley เปิดตัวกองทุน Bitcoin ETF อย่างเป็นทางการ
- Goldman Sachs ยื่นเอกสารจัดตั้งกองทุน Bitcoin ETF
- Charles Schwab เตรียมเปิดบริการซื้อขายคริปโตฯ แบบ Spot ภายในปีนี้
การเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับสถาบันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้หุ้นที่เกี่ยวข้องอย่าง Coinbase และ Galaxy Digital ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงตามไปด้วย


