บอร์ด CPALL เบรกดีลโอน 3 บริษัทย่อยลุย Virtual Bank จับตาประชุมผู้ถือหุ้นชี้ชะตา 29 พ.ค.นี้

0
0
บอร์ด CPALL เบรกดีล
บอร์ด CPALL เบรกดีล

กลายเป็นประเด็นร้อนในตลาดทุน เมื่อคณะกรรมการที่ไม่มีส่วนได้เสียของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL มีมติ “ไม่เห็นด้วย” กับการโอนบริษัทย่อย 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด, บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด และ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT เข้าไปร่วมในกลุ่มธุรกิจธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACMH) ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPG)

เหตุผลสำคัญที่บอร์ด CPALL คัดค้าน

คณะกรรมการตรวจสอบและกรรมการอิสระได้ให้เหตุผลหลัก 2 ประการในการเบรกดีลครั้งนี้ ดังนี้:

  • สูญเสียความคล่องตัว: หากย้ายบริษัทย่อยทั้ง 3 แห่งไปอยู่ภายใต้ Virtual Bank จะทำให้ธุรกรรมระหว่าง CPALL และบริษัทย่อยกลายเป็น “รายการที่เกี่ยวโยงกัน” ซึ่งมีขั้นตอนการอนุมัติที่ซับซ้อนตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต., ธปท. และกระทรวงการคลัง
  • กระทบความเป็นกลางทางธุรกิจ: อาจสร้างความกังวลให้กับธนาคารพันธมิตรเดิมในเรื่องการแข่งขันและความลับทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนาน

วัดใจผู้ถือหุ้นรายย่อย 29 พฤษภาคมนี้

แม้บอร์ด CPALL (13 จาก 16 คน) จะไม่เห็นด้วย แต่ทางกลุ่ม CPG ได้ใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด ขอให้จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ในหลักการ โดยจะมีการประชุมในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569

จุดที่น่าสนใจคือ กลุ่ม CPG และบริษัทที่เกี่ยวข้อง (ถือหุ้น 36.20%) จะถูกตัดสิทธิออกเสียง เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ดังนั้นอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับ ผู้ถือหุ้นรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน ซึ่งต้องได้รับเสียงอนุมัติไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 จึงจะผ่านมติ

มุมมองนักวิเคราะห์: เสี่ยงกำไรหด-หุ้นถูกกดดันระยะสั้น

นักวิเคราะห์จาก บล.บัวหลวง และ บล.เอเซีย พลัส ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า การโอนบริษัทย่อยออกไปอาจ “ไม่คุ้มเสีย” เนื่องจาก:

  • กระทบกำไรสุทธิ: กำไรจาก 3 บริษัทย่อยนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 23% ของกำไรทั้งหมดของ CPALL
  • แบกรับขาดทุนช่วงแรก: ธุรกิจ Virtual Bank มักประสบภาวะขาดทุนในช่วง 2-3 ปีแรก ซึ่งจะบั่นทอนกำไรของกลุ่ม
  • Sentiment เชิงลบ: ราคาหุ้นอาจถูกกดดันในระยะสั้นจากความไม่ชัดเจนของโครงสร้างดีล

อย่างไรก็ตาม ในเชิงพื้นฐาน บล.เอเซีย พลัส ยังคงแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 59.00 บาท ขณะที่ บล.บัวหลวง แนะนำให้ผู้ที่มีหุ้นอยู่แล้ว “ถือ” เพื่อรับเงินปันผล ส่วนผู้ที่ยังไม่มีหุ้นให้ “รอซื้อ” เมื่อราคาปรับตัวลดลงมาต่ำกว่า 45 บาท หรือใกล้ระดับ 40 บาท

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่