ก.ล.ต. เดินหน้าปรับโครงสร้างตลาดการเงินไทย โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขหลักเกณฑ์ “ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า” เพื่อปลดล็อกให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถขอใบอนุญาตทำธุรกิจอนุพันธ์ได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ ซึ่งจะช่วยให้คริปโตเคอร์เรนซีกลายเป็นสินค้าอ้างอิงในตลาด Futures อย่างเต็มรูปแบบ
ลดอุปสรรค เพิ่มความคล่องตัวให้ผู้ประกอบการ
แต่เดิมการดำเนินธุรกิจอนุพันธ์มีข้อจำกัดที่ผู้ประกอบการต้องตั้งบริษัทใหม่แยกจากธุรกิจเดิม ทำให้มีต้นทุนสูงและเป็นอุปสรรคสำคัญ การปรับเกณฑ์ครั้งนี้จึงมุ่งเน้นที่:
- ลดความซ้ำซ้อน: ผู้ประกอบการ เช่น Exchange สามารถยื่นขอใบอนุญาตได้ทันที
- เพิ่มความรวดเร็ว: เร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอ้างอิงสินทรัพย์ดิจิทัล
- ยกระดับ Asset Class: ผลักดันให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหนึ่งในสินทรัพย์หลักของระบบการเงินไทย
คุมเข้มความโปร่งใสและมาตรฐานสากล
แม้จะเปิดกว้างมากขึ้น แต่ ก.ล.ต. ยังคงให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่อง ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) เนื่องจากศูนย์ซื้อขายเข้าถึงข้อมูลคำสั่งซื้อขายของลูกค้า จึงต้องมีมาตรการป้องกันที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
นอกจากนี้ ยังมีการ อัปเกรดมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐาน โดยปรับเกณฑ์ด้านงบการเงินของศูนย์ซื้อขายและสำนักหักบัญชีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อรองรับความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่
การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ที่กำหนดให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินค้าอ้างอิงได้ ช่วยให้นักลงทุนมีเครื่องมือในการ ป้องกันความเสี่ยง (Hedging) และบริหารพอร์ตการลงทุนที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น เป็นการเชื่อมโยงตลาดไทยเข้ากับตลาดโลกที่มีการซื้อขาย Crypto Derivatives อย่างแพร่หลาย
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้จนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. และระบบกลางทางกฎหมาย


