มาแรง! รายงาน : ถอดรหัสPISA จุดเปลี่ยนการศึกษาไทย ขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    0
    0
    E0B8A0E0B89B E0B896E0B8ADE0B894E0B8A3E0B8ABE0B8B1E0B8AAPISAE0B980E0B
    E0B8A0E0B89B E0B896E0B8ADE0B894E0B8A3E0B8ABE0B8B1E0B8AAPISAE0B980E0B

    ผลประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลายเป็นสัญญาณเตือน ต่อระบบการศึกษาไทย เมื่อคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนในด้าน การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD 

    เห็นได้ชัดจากผลการประเมิน PISA 2022 ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทาย กับตัวเลขดัชนีชี้วัดที่สำคัญในการประเมินคุณภาพระบบการศึกษาทั่วโลกที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ… 

    กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ภายใต้การนำของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในขณะนั้น ยกเรื่องดังกล่าวเป็นนโยบายเร่งด่วนในการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยมอบหมายให้ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ซึ่งในขณะนั้น ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ทำหน้าที่กำกับดูแลงานวิชาการ เป็นโต้โผหลักขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว ผ่านศูนย์ PISA สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับการประเมิน PISA 2025 ซึ่งได้จัดสอบไปแล้วในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 และจะประกาศผลอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน 2569

    ดร.เกศทิพย์ เล่าย้อนถึงการทำงานในขณะนั้น ว่า กระบวนการทำงาน จะเน้นการมีส่วนร่วมและการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการทุกระดับ โดยมีการบูรณาการเครือข่ายระดับชาติ ตั้งแต่ปี 2567 มุ่งเน้นไปที่การสร้างกลไก การจัดทำชุดเครื่องมือ และการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนทั่วประเทศ เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการท่องจำสู่การคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ ผ่านการถอดบทเรียนของ PISA 2022 รวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการยกระดับ โดยดึงจุดแข็งจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกศธ. อาทิ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สพฐ. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.)  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร ฯลฯ เป็นต้น

      “ความท้าทาย นอกจากวางแนวทางเพิ่มคะแนนPISA แล้ว ยังต้องเร่งวางรากฐาน สร้างความตระหนักและบูรณาการเครื่องมือสู่ชั้นเรียน ตามมติคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ที่มีพล.ต.อ.เพิ่มพูน เป็นประธาน ให้ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการสอบPISA  ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นที่ผลคะแนนที่เพิ่มขึ้น แต่ให้ใช้ผลคะแนน PISA สร้างความเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน ซึ่งมีกิจกรรมในการดำเนินการ อาทิ การจัดทำชุดพัฒนาความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ,พัฒนาแกนนำการนำชุดพัฒนาความฉลาดรู้ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ กว่า 1,400 คน ทั่วประเทศ และทุกสังกัด ได้ทำหน้าที่ขยายผลต่อไปยังครูผู้สอนอีกกว่า 27,000 คนทั่วประเทศ, การสื่อสารสร้างความเข้าใจแก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยมีการติดตามผลการดำเนินงานผ่านการประชุมประสานภารกิจ ของศธ.ทุกสัปดาห์รวมกว่า 70 ครั้ง” ดร.เกศทิพย์ กล่าว

    กลยุทธ์ที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การดึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขต เข้ามามีส่วนร่วมในการรายงานผลและรับฟังข้อเสนอแนะอย่างสม่ำเสมอ เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รับคำสั่ง” เป็น “ผู้ขับเคลื่อนหลัก” ในพื้นที่ของตนเอง มีการพัฒนาครู ผู้บริหาร และบุคลการกร เป็นนักสร้างข้อสอบแนว PISA อบรมครูให้สามารถออกข้อสอบตามแนว PISA ได้เองในรูแบบ On Demand “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา”  โดยมีผู้ผ่านระบบการพัฒนา กว่า 4 แสนคน และมีคลังข้อสอบแนว PISA การฝึกทักษะการใช้ Computer Based test ด้วยการพัฒนาระบบ PISA STYLE online Testing ของสพฐ.และฝึกผ่านระบบ PISA Like ของ สสวท. ทั้งในรูปแบบ Online และ Offline เพื่อให้นักเรียนได้คุ้นเคยกับการทำข้อสอบผ่านระบบ computer

    “นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 12 แห่งทั่วประเทศ เป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการ เพื่อยกระดับผลการประเมิน PISA ของไทย โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ชั้นม.2 และม.3 กว่า 662,300 คน ได้รับการพัฒนาผ่านชุดพัฒนาความฉลาดรู้แล้วถึง 506,374 คน โดยกว่าร้อยละ 78  กำหนดมาตรการให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติการทำข้อสอบผ่านระบบคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความตื่นเต้นและสร้างความคุ้นเคยกับเครื่องมือ นอกจากนี้ยังมีการสร้างแรงจูงใจทั้งการจัดกิจกรรมการแข่งขัน PISA Gamification ,กิจกรรมค่ายส่งเสริมเด็กไทย ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ สพฐ. Summer camp 2025 เป็นต้น ทั้งหมดนี้ส่งผลดีโดยตรงต่อการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทำให้คะแนนการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานหรือ โอเน็ต สูงขึ้นด้วย ” ดร.เกศทิพย์ กล่าว

     หัวใจสำคัญของการดำเนินงาน คือ มีการติดตามผลการทำงานของ 245 เขตพื้นที่ฯ อย่างใกล้ชิด ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของการยกระดับการบริหารราชการศธ. จากกระบวนทัศน์ “การสั่งการทางท่อ” ไปสู่ “การบริหารจัดการเครือข่ายเชิงรุก” กลไกดังกล่าวไม่เพียงแต่รับประกันว่าชุดเครื่องมือและนโยบายจากศูนย์กลางจะถูกส่งถึงมือนักเรียนกลุ่มเป้าหมายอย่างครบถ้วน แต่ยังเป็นการสร้างนิเวศการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้บริหารระดับสูงและผู้บริหารระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยในระยะยาว

    อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา การเรียนการสอนในหลายโรงเรียนยังเน้นการท่องจำ มากกว่าการฝึกคิด วิเคราะห์ และเชื่อมโยงความรู้กับสถานการณ์จริง ขณะที่การประเมินแบบ PISA มุ่งวัดความสามารถในการใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริง ทำให้ผู้เรียนจำนวนไม่น้อยไม่สามารถปรับตัวกับรูปแบบการประเมินดังกล่าวได้

    ขณะที่ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงเป็นโจทย์ใหญ่ โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจำนวนมากยังขาดครูเฉพาะทาง ขาดสื่อการเรียนรู้ และโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี ส่งผลให้คุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนแตกต่างกันอย่างชัดเจน

    ในบริบทนี้ เมื่อ ดร.เกศทิพย์ ได้ปรับบทบาท มาเป็นอธิบดีสกร.ทำให้เกิดจุดเชื่อมต่อการทำงาน ซึ่งมีความสำคัญในฐานะกลไกที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างของระบบการศึกษา โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้ เพราะสกร. ไม่ได้มีบทบาทเพียงจัดการศึกษานอกระบบเท่านั้น แต่ยังเป็นหน่วยงานสำคัญในการสร้าง “สังคมแห่งการเรียนรู้” ผ่านการพัฒนาทักษะพื้นฐาน การอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่สอดคล้องกับแนวคิดของการประเมินแบบ PISA

    การส่งเสริมการอ่านผ่านห้องสมุดประชาชน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชน รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพของผู้เรียนในสังคม
    ที่สำคัญ สกร. ยังสามารถทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างการศึกษาในระบบกับการเรียนรู้ของประชาชนในชุมชน โดยนำทรัพยากรการเรียนรู้ เทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ ๆ ไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
    ทั้งนี้การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันระดับโลก จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกหน่วยงานในศธ. ทั้งการปรับรูปแบบการเรียนการสอนในโรงเรียน การพัฒนาครู การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    เพราะในท้ายที่สุด การเพิ่มคะแนน PISA ไม่ใช่เพียงการยกระดับตัวเลขในการประเมินระดับนานาชาติ แต่คือการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และพัฒนาคุณภาพของคนไทยทั้งระบบ และหากประเทศไทยสามารถสร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง

    บทบาทของ สกร. ในการขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้ ก็อาจกลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยในระยะยาว…


    ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

    #รายงาน #ถอดรหสPISA #จดเปลยนการศกษาไทย #ขบเคลอนการเรยนรตลอดชวต

    ทิ้งคำตอบไว้

    กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
    กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่