อัปเดตล่าสุด ประชาธิปไตย ในห้วงวิกฤตพลังงานฯลฯ

    0
    0
    E0B8A0E0B89B E0B89BE0B8A3E0B8B0E0B88AE0B8B2E0B898E0B8B4E0B89BE0B984
    E0B8A0E0B89B E0B89BE0B8A3E0B8B0E0B88AE0B8B2E0B898E0B8B4E0B89BE0B984

    ความรู้สึกโกรธแค้น ไม่พอใจ และสับสนหวาดกลัวกับสถานการณ์ราคาน้ำมันยังดำเนินต่อไปในบ้านเมืองนี้

    ตั้งแต่การหาน้ำมันไม่ได้ในพื้นที่ห่างไกล และในพื้นที่ไม่ห่างไกลในบางเวลา

    รวมทั้งยังเป็นเรื่องที่ราคาน้ำมันขึ้นทีเดียวหลายบาท และยังมีทีท่าที่จะขึ้นไปอีกเรื่อยๆ

    แถมข้อกล่าวหาและข้อสงสัยว่าใครกักตุน หรือได้ประโยชน์จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานนี้ใครได้ประโยชน์

    และยังไม่แน่ใจว่าราคาค่าครองชีพอย่างอื่นจะขึ้นเมื่อไหร่ และขึ้นไปถึงระดับไหน

    ทั้งที่รายได้ยังดูจะไม่มีทางเพิ่มขึ้นได้ง่ายๆ

    ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่น่าวิตกกลับกลายเป็นเรื่องที่ต่างไปจากเดิม นั่นคือแทนที่สินค้าจะขึ้นราคาตามที่หลายคนหวาดกลัว

    สินค้าบางอย่างกลับราคาลดลงอย่างน่าใจหาย และอาจไปถึงขั้น “ไม่มีราคา” ไปเสียเลย เช่น สินค้าเกษตร ที่หน้าแหล่งผลิต เนื่องจากค่าขนส่ง “แพงเกินไป” จนไม่คุ้มทุนที่พ่อค้าคนกลางจะเข้าไปรับ

    บทเรียนที่ผ่านมาสอนให้เราต้องตั้งหลักใหม่ในหลายเรื่อง และรัฐบาลเองก็หนีไม่พ้นที่จะต้องรับผิดชอบ และพร้อมรับผิดในเรื่องเหล่านี้

    ไม่ว่าสถานะจะเป็นรักษาการ หรือเตรียมเข้าทำงานใหม่อีกรอบหนึ่งหลังชัยชนะการเลือกตั้งเมื่อสองเดือนก่อน และในตอนนี้กำลังจัดตั้งคณะรัฐมนตรี รอแถลงนโยบาย และรอโปรดเกล้าฯ ครม.ก็ตาม

    แต่ที่กล่าวมาแล้วเป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะต้องเผชิญความท้าทายหลายรูปแบบ แม้ว่าจะเป็นกลุ่มอำนาจเดิมนั่นแหละ

    ส่วนประชาชนก็คงจะต้องมีความท้าทายอีกมากมายเช่นกัน นอกเหนือจากเรื่องวิกฤตพลังงาน และเรื่องของค่าครองชีพ

    โดยเฉพาะความท้าทายในเรื่องของประชาธิปไตยในวิกฤตพลังงาน

    เพราะผมรู้สึกว่า ตอนนี้เหมือนเราจะถูกทำให้เชื่อว่าประชาธิปไตยมันไม่ค่อยทำงานเท่าไหร่ หลังจากได้รัฐบาลใหม่ไปแล้ว

    สภานั้นเปิดรอบแรกมาเพื่อเลือกนายกฯแล้วก็ปิด ไม่ยอมให้มีกระทู้เรื่องน้ำมันเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

    แล้วเมื่อเปิดอีกรอบแม้จะมีเรื่องของการอภิปราย แต่เหมือนกับรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรชัดเจน

    สุดท้ายกลายเป็นรัฐบาลส่งตัวแทนไปตามรายการคุยข่าว และก็ออกมาแถลงขอโทษประชาชน

    อธิบายง่ายๆ คือ สถาบันนิติบัญญัติยังไม่ได้ทำงานเต็มที่ในเรื่องนี้

    และเมื่อพูดถึงเรื่องการทำงานเต็มที่ ก็ไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึงการห้ำหั่นกันเท่านั้น แต่หมายถึงการพยายามทำให้เห็นว่านี่คือวิกฤตของประเทศที่จะต้องร่วมกันหารือและแก้ปัญหาให้ได้ และไม่ได้ต้องหมายความถึงรัฐบาลแห่งชาติ หรือการรักษาความสงบแห่งชาติเสมอไป

    สถาบันบริหารก็ยังอ้างกันไปกันมาว่ามีอำนาจเต็มไหม ต้องขอ กกต.ไหม ให้รอรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารก่อน

    ส่่วนสถาบันตุลาการก็ดูจะยังไม่มีบทบาทในเรื่องนี้สักเท่าไหร่ แต่ยังมีบทบาทในเรื่องของการตัดสิทธิฝ่ายค้าน 44 คน และเรื่องของการตัดสินความถูกต้องเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งในครั้งนี้ ซึ่งก็จะมีผลต่อการบริหารสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    และสิ่งที่จะลืมไม่ได้เลยคือ ฝ่ายราชการเองที่เหมือนจะถูกแรงกดดันทางสังคมการเมืองน้อยกว่าฝ่ายบริหารเมืองอยู่หลายช่วงตัว แม้ว่าไม่ได้น้อยหน้าในการแสดงความคิดเห็นในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างในกรณีของปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งต้องขอบันทึกเอาไว้เป็นพิเศษ

    ความแปลกประหลาดในการรับมือวิกฤตของรัฐบาลภูมิใจไทยในสองรอบที่ผ่านมา คือการไม่ได้สร้างแรงกดดันที่เพียงพอไปที่ระบบราชการ

    อาจจะเป็นว่ารู้จักกันสนิทกันมากหน่อย หรือจะมองบวกก็คือเห็นอกเห็นใจและต้องการให้เจ้าหน้าที่ขับเคลื่อนงานให้เกิดขึ้นได้จริง

    แต่แรงกดดันที่ประชาชนเจอนั้นกลับไม่ได้ถูกแปรเปลี่ยนไปที่ระบบราชการมากมายนัก

    ผมเห็นการแก้ปัญหาของระบบราชการในเรื่องนี้น้อยมาก

    แต่แน่นอนเราเห็นว่าระบบการทำงานรายวันที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการกับประชาชนไม่ได้เสียหาย โดยเฉพาะในโรงพยาบาล การกู้ภัย

    แต่ในเรื่องตัววิกฤตพลังงานเรายังไม่เห็นรัฐทำอะไรได้มากนัก แถมยังมีความเจ็บช้ำของผู้คนที่เกี่ยวเนื่องกับมนตราอันศักดิ์สิทธิ์กับคำว่า “กลไกตลาด” เข้ามาซ้ำเติมเข้าไปอีก

    จนเส้นแบ่งของคำว่า “กลไกตลาด” กับเงื่อนไขพื้นฐานของการมีกองทุนน้ำมันเอาไว้ให้บรรเทา และบริหารงานให้ได้ในช่วงวิกฤตมันเบาบางลงไปมาก (ทั้งที่จนถึงวันนี้รัฐบาลก็ยังพยายามพยุงราคาดีเซลเอาไว้ในสัดส่วนที่สูงอยู่ดี)

    คงไม่มีใครเถียงว่ากลไกตลาดเป็นกฎกติกาของโลก

    แต่เงื่อนไขของการเลือกตั้งและมีรัฐบาลที่ชอบธรรม มันหมายถึงรัฐบาลที่จะต้องมีสมรรถนะทั้งในระดับการเมือง และการขับเคลื่อนข้าราชการประจำในการต่อกรกับพลังตลาดด้วย

    นี่คือความท้าทายของประชาธิปไตยที่จะต้องมีรัฐบาลที่มีสมรรถนะ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

    ไม่ใช่ประชาธิปไตยเป็นเสื้อคลุมของรัฐบาลที่เป็นคณะกรรมการของคนมีอันจะกินที่ไม่ทุกข์ร้อนจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    แถมยังกลับไปอยู่ในสถานะที่ขอความร่วมมือจากประชาชน ทั้งที่รัฐบาลนั้นจะต้องมีอำนาจบังคับได้จริงในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายที่พาประเทศให้รอด

    และไม่ได้อยู่ในโหมดเดียวคือมีหน้าที่อุ้ม

    ไม่ว่าจะอุ้มนายทุน หรืออุ้มประชาชนในวิกฤตพลังงาน และวิกฤตอื่นๆ ที่จะตามมา

    หมายความว่างานเชิงรุกนั้นยังไม่ชัด ทั้งที่น่าจะพยายามทำอยู่ แต่ผลอาจจะยังไม่ชัด เช่น เรื่องของการเปิดตลาดใหม่ หรือเจรจากับอิหร่าน ซึ่งถ้าทำได้ก็จะดี

    แต่สิ่งที่เราเห็นอยู่มาโดยตลอดในเรื่องของพลังงานไทย อย่างน้อยสามสี่เรื่องที่ประชาธิปไตยและรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยจะต้องแก้ให้ได้ก็คือ เรื่องของการเผชิญกับปัญหาการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก

    สภาวะที่มีผู้เล่นน้อยราย หรือจะเรียกว่าผูกขาดในกลุ่มทุนพลังงานไม่กี่เจ้า ทั้งโรงกลั่น ปั๊ม รวมไปถึงผู้เล่นพลังงานในแบบอื่นๆ ก็มีน้อยราย

    สภาวะความหวาดกลัวของผู้บริหารไทยที่เข้มเรื่องพลังงานสำรองที่มาก ซึ่งแม้จะมีข้อดี แต่ทำให้ผู้บริโภคต้องรับภาระเหล่านี้เอาไว้ในต้นทุนของการผลิตและสำรองพลังงานมาโดยตลอด

    แนวโน้มในการจัดหาพลังงานอื่นๆ หลังยุคน้ำมัน และความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์โลกที่อาจทำให้เกิดความเงียบงัน และปิดปากกันในการทำลายสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนในการจัดหาแหล่งพลังงาน
    อื่นๆ มาทดแทน และจัดสัดส่วนพลังงานใหม่

    รวมทั้งเรื่องของความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางพลังงาน ที่ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจนั้นมีต้นทุนทางเศรษฐกิจด้านพลังงานสูงกว่าคนในเมือง

    จากวันนี้ไป นอกเหนือจากการพยายามแก้ปัญหาในหลายๆ ด้านแล้ว การพยายามกระจายมิติประชาธิปไตยลงไปในเรื่องการบริหารจัดการ และการตัดสินใจเรื่องพลังงานควรจะต้องมีมากขึ้น ทั้งในระดับชาติ คือความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการมีส่วนร่วมของประชาชน

    ไปจนถึงในระดับท้องถิ่นที่เป็นต้นธารของการผลิตพลังงาน และผลกระทบที่พวกเขาอาจจะได้รับ รวมทั้งสภาวะความยากจน เข้าไม่ถึง เหลื่อมล้ำ เปราะบางด้านพลังงานก็ควรจะมีเพิ่มขึ้น

    หวังว่ามิติด้านประชาธิปไตยในวิกฤตพลังงานหน้าจะมีเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่มีอยู่แต่มิติการใส่อารมณ์กัน หรือไม่ยอมรับความเห็นและมุมมองของอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

    พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์


    ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

    #ประชาธปไตย #ในหวงวกฤตพลงงานฯลฯ

    ทิ้งคำตอบไว้

    กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
    กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่