
‘อมตะ’ พลิกโฉมองค์กรปี’69
ปรับยุทธศาสตร์สู่ ‘เมืองอุตสาหกรรมครบวงจร’
ในวันที่เข็มทิศเศรษฐกิจโลกถูกรบกวนด้วยพายุแห่ง“ภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitics) อย่างหนักหน่วง ความตึงเครียดจากสงครามการค้ามหาอำนาจและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้บีบให้ห่วงโซ่อุปทานเดิมต้องเผชิญความผันผวน ทั้งด้านราคาพลังงานและโลจิสติกส์
วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ฉายภาพว่า ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นตัวเร่งให้นักลงทุนทั่วโลกมองหา “ฐานการผลิตใหม่” ที่มีเสถียรภาพและปลอดภัย ปรากฏการณ์การย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้น และอาเซียนคือหมุดหมายสำคัญที่เนื้อหอมที่สุดในเวลานี้ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและดิจิทัลที่มองหาฐานการผลิตที่มีระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร
ยกเครื่ององค์กรรับอุตสาหกรรมอนาคต
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการนิคมอุตสาหกรรม วิกรมมองว่า การดำเนินธุรกิจในปี 2569 โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ไร้กฎเกณฑ์ตายตัว การตัดสินใจทางธุรกิจถูกขับเคลื่อนด้วยความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งด้านวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานที่ขาดตอน และราคาต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ดังนั้น เพื่อให้องค์กรนำหน้ากระแสการเปลี่ยนแปลง อมตะได้ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษ โดยดึงมือโปรและผู้เชี่ยวชาญระดับสากลเข้ามาเสริมทัพ ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ 3 แกนหลักที่เป็นกระดูกสันหลังใหม่ ประกอบด้วย
1.Agility (ความคล่องตัว) อมตะมุ่งเน้นการเพิ่ม สปีดในการตัดสินใจทางธุรกิจ เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงรายวัน โครงสร้างใหม่จะช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของนักลงทุน
2.Governance (ธรรมาภิบาล) อมตะให้ความสำคัญกับการยกระดับความโปร่งใสและระบบบริหารจัดการที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรที่ยั่งยืนและน่าเชื่อถือในสายตาพันธมิตรระดับโลก
3.Scale Up (การขยายตัว) การเตรียมพร้อมรับโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) และเมกะโปรเจ็กต์ระดับภูมิภาค การปรับโครงสร้างนี้จะช่วยให้อมตะมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการโครงการที่มีสเกลใหญ่ขึ้นและมีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม
วิกรมเผยว่า การปรับฐานรากภายในองค์กรครั้งนี้ยังสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ที่ไม่ได้มองแค่ “กำไร” เป็นที่ตั้งเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่นักลงทุนต่างให้ความสำคัญกับ “ความต่อเนื่องของธุรกิจ” (Business Continuity) ซึ่งความแข็งแกร่งของผู้บริหารมืออาชีพจะช่วยสร้างความมั่นใจว่านิคมอุตสาหกรรมของอมตะจะสามารถเป็นเกราะคุ้มกันให้แก่ภาคการผลิตระดับโลกได้
ตั้งเป้าขายที่ดิน 2,800 ไร่
วิกรมระบุ ในปี 2569 อมตะเตรียมงบลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนและพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ กระจายตัวใน 3 ประเทศยุทธศาสตร์ที่มีจุดเด่นเกื้อหนุนกันเริ่มที่ประเทศไทย (เป้าหมาย 1,650 ไร่) โดยมุ่งเน้น
1.พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดึงดูดอุตสาหกรรมไฮเทค โดยใช้ข้อได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งรถไฟความเร็วสูงและทางหลวงสายหลักที่เชื่อมโยงภูมิภาค
2.ประเทศเวียดนาม (เป้าหมาย 550 ไร่) เพื่อรับกระแส China Plus One อย่างเต็มตัว โดยปีที่ผ่านมาอมตะในเวียดนามโชว์ฟอร์มแกร่งด้วยกำไรสุทธิเติบโตถึง 5 เท่า สะท้อนถึงนโยบายรัฐที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
3.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (เป้าหมาย 600 ไร่) พลิกบทบาทสู่ประตูโลจิสติกส์ทางบกของอาเซียน ชูจุดแข็งสิทธิประโยชน์ภาษีที่จูงใจ และการเข้าถึงพลังงานสะอาด (Green Energy) ที่สูงถึง 95% ตอบโจทย์เทรนด์ความยั่งยืนโลก
ปั้นสู่ Industrial City ดึงทุนโลก
วิกรมเน้นย้ำว่า วิสัยทัศน์สำคัญคือการเปลี่ยนบทบาทสู่การเป็นผู้พัฒนา Industrial City หรือเมืองอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบที่ผสานโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา All Win ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
อาณาจักรอมตะในปัจจุบันเป็นบ้านของโรงงานกว่า 1,600 แห่ง แรงงานกว่า 350,000 คน จาก 30 สัญชาติ รวมถึงบริษัทในกลุ่ม Fortune Global 500 การสร้างเมืองนี้ครอบคลุมตั้งแต่ระบบน้ำ-ไฟฟ้าอัจฉริยะ พลังงานสะอาด สถาบันการศึกษา ไปจนถึงที่อยู่อาศัยและศูนย์บริการราชการเบ็ดเสร็จ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในจุดเดียว
นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมาย “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon Neutrality) ภายในปี 2583 โดยในปี 2569 จะเริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30% ผ่านนวัตกรรมพลังงานสะอาด
สถิติช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าใหม่ของอมตะกว่า 70% เป็นนักลงทุนจากจีน โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอิเล็กทรอนิกส์ เฉพาะนิคมอมตะที่ระยองแห่งเดียว มีโรงงานจากจีนเข้าไปปักหลักแล้ว กว่า 300 แห่ง อย่างไรก็ตาม วิกรมเตือนว่าท่ามกลางโอกาสนี้ ไทยต้องรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมันโลก เนื่องจากเรานำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90% ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ คำแนะนำคือต้อง “เตรียมเหนื่อย” และเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย แต่ในวิกฤตก็มีช่องว่างให้รัฐบาลไทยเร่งออกนโยบายดึงดูดกลุ่มมหาเศรษฐีและเงินทุนที่ต้องการความปลอดภัยจากพื้นที่ขัดแย้ง ให้ย้ายทรัพยากรและองค์ความรู้เข้ามาอยู่ในไทยอย่างเป็นรูปธรรม
แนะรัฐงัดนโยบายดึงลงทุนแข่งเวียดนาม
ในมุมมองของวิกรม ประเทศไทยมีต้นทุนที่ดีเยี่ยม ทั้งทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดศูนย์กลาง ปราศจากภัยธรรมชาติรุนแรงอย่างพายุไต้ฝุ่นหรือแผ่นดินไหว และมีเสน่ห์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดึงดูดใจชาวต่างชาติให้เข้ามาอยู่อาศัย แต่สิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญคือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เวียดนามกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยนโยบายรัฐที่ชัดเจนและต่อเนื่อง มีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรวมกว่า 8 แสนไร่ และตั้งเป้าขยายเป็น 1.3 ล้านไร่ในอนาคตอันใกล้ โดยมุ่งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้สูงถึง 10%
วิกรมยังชื่นชมว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันมีรูปแบบการทำงานเชิงรุกและมีแนวคิดที่ยืดหยุ่นคล้ายนักธุรกิจ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการขับเคลื่อนประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยยังต้องเร่งทำคือการสร้าง “นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ดึงดูดอย่างเป็นรูปธรรม” เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนาม สิงคโปร์ หรือดูไบ หากเราสามารถปรับปรุงกฎระเบียบและนโยบายให้มีความจูงใจและแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยศึกษาตัวอย่างจากเขตเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จ ประเทศไทยจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลและกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคตให้เข้ามาตั้งรากฐานได้อย่างแน่นอน
“ประเทศไทยมีศักยภาพทุกอย่างอยู่ในมือแล้ว ทั้งทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรมนุษย์ สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการมีนโยบายที่แหลมคมพอที่จะทำให้เราดึงดูดนักลงทุนระดับโลก” วิกรมทิ้งท้าย
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#อมตะ #พลกโฉมองคกรป69 #ปรบยทธศาสตรส #เมองอตสาหกรรมครบวงจร


