
ปฏิวัติการเรียนรู้ด้วย‘ผัสสะ’
และนวัตกรรมสมองเพื่ออนาคตคนไทย
ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ พลังงาน และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการ “เรียนรู้ให้มากขึ้น” เท่านั้น แต่คือการ “เรียนรู้อย่างไรให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”
เมื่อเร็วๆ นี้ผมมีโอกาสนำคณะกรรมการ OKMD นำโดย ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ประธานกรรมการ ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “Sensory Experience and Brain Development Linking to New Learning Innovation” การศึกษาดูงานครั้งนี้จัดขึ้น ณ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จ.เชียงใหม่ และนิทรรศการ “Make Scent, Make Sense” โดย TCDC Chiang Mai
การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับเรื่องของ “กลิ่น” และ “ประสาทสัมผัส” เท่านั้น แต่ยังช่วยตอกย้ำทิศทางยุทธศาสตร์ใหม่ที่ OKMD กำลังผลักดัน นั่นคือการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สมอง (Brain Science) และวิทยาศาสตร์ประสาทสัมผัส (Sensory Science) มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้และศักยภาพของมนุษย์ โดยเรามองว่า “ผัสสะ” หรือ Sensory คือกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงประสบการณ์ของมนุษย์เข้ากับการทำงานของสมอง และสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการยกระดับขีดความสามารถของประเทศในอนาคต
มากกว่าความหอม : กลิ่นและทางลัดสู่ระบบประสาท
บทเรียนสำคัญจากเชียงใหม่คือการ “พิสูจน์เชิงประจักษ์” ว่า กลิ่นสามารถมีอิทธิพลต่อการทำงานของสมองและสภาวะทางจิตใจของมนุษย์ได้ กลิ่นจากพรรณไม้ไทยหลายชนิดที่พบในสวนพฤกษศาสตร์ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความรื่นรมย์เท่านั้น หากแต่ประกอบด้วยโมเลกุลที่ถูกตรวจจับโดยระบบรับกลิ่นและส่งสัญญาณประสาทไปยังสมองส่วน limbic system (ระบบลิมบิก) ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความทรงจำของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ กลิ่นจึงสามารถกระตุ้นความรู้สึกพึงพอใจ ความผ่อนคลาย หรือความทรงจำบางอย่างได้อย่างรวดเร็ว
งานศึกษาทางประสาทวิทยาบางส่วนยังพบว่า กลิ่นของดอกไม้บางชนิดสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบคลื่นสมอง โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของ alpha waves ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะผ่อนคลายของสมองและการพักผ่อนที่มีคุณภาพ ในโลกยุคใหม่ที่ผู้คนต้องเผชิญกับความเครียดและปัญหาการนอนหลับเพิ่มขึ้น การนำ Hard Science มาผสานกับ Soft Power อย่างสมุนไพรและดอกไม้ไทย จึงไม่เพียงเป็นประเด็นด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ หรือ Sensory Economy ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญที่ OKMD มุ่งผลักดัน
Multisensory : เมื่อ ตา หู มือ เท้าทำงานร่วมกับสมอง
เพื่อให้การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ การศึกษาดูงานครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเรื่องของกลิ่นเท่านั้น แต่ยังทำให้เราเห็นบทบาทของประสาทสัมผัสอื่นๆ ที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง
1.การรับรู้ทางสายตา (Visual Perception)
การได้อยู่ในพื้นที่สีเขียวที่ออกแบบตามแนวคิด Biophilic Design มีส่วนช่วยลดความล้าทางปัญญา (Cognitive Fatigue) และช่วยฟื้นฟูระบบความสนใจของสมอง การมองเห็นรูปแบบและโครงสร้างของธรรมชาติที่มีความซับซ้อนยังช่วยกระตุ้นการรับรู้และการประมวลผลทางสายตา ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้และการคิดเชิงระบบ
2.สัมผัสจากมือและเท้า (Tactile & Haptic)
“การลงมือทำ” ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญตามหลักการ Brain-based Learning ซึ่งชี้ว่าการเรียนรู้ที่มีการเคลื่อนไหวและการใช้ประสาทสัมผัสหลายระบบร่วมกัน สามารถช่วยเสริมสร้างและเชื่อมโยงวงจรประสาทของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้มือหยิบจับวัตถุ และการเดินสัมผัสพื้นผิวธรรมชาติที่หลากหลาย ช่วยกระตุ้นระบบประสาทรับสัมผัส และส่งเสริมการพัฒนา การรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทรงตัวและการประสานการเคลื่อนไหว กลไกเหล่านี้ยังมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาทักษะ Executive Functions (EF) อันเป็นทักษะสำคัญในการควบคุมตนเอง การวางแผน การตัดสินใจ และการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน
ก้าวสำคัญ : Thailand Sensory Experience Center ณ สวนเบญจกิติ
จากแรงบันดาลใจที่ได้รับจากเชียงใหม่ OKMD กำลังเตรียมนำแนวคิดเหล่านี้มาทดลองผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในกรุงเทพฯ ผ่านโครงการ Thailand Sensory Experience Center ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การเรียนรู้แห่งใหม่ ณ สวนเบญจกิติ
พื้นที่แห่งนี้จะไม่ใช่เพียงห้องสมุด หรือพิพิธภัณฑ์แบบเดิม แต่จะเป็น “Sandbox การเรียนรู้แห่งอนาคต” ที่รวมแนวคิดสำคัญ 4 เสาหลัก ได้แก่ PASSAP, CHANTH, PANYA และ SANTI
PASSAP | Enhancing Soft Power with Hard Science พื้นที่ยกระดับพลังทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ไทย โดยประยุกต์องค์ความรู้ด้านสมองและวิทยาศาสตร์ประสาทสัมผัส เพื่อเพิ่มคุณค่าให้สินค้าและบริการผ่านประสบการณ์ประสาทสัมผัสทั้งห้า
CHANTH | Design for Neurodiversity พื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมและการออกแบบที่เข้าใจความหลากหลายของระบบประสาทมนุษย์ รองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และสภาพแวดล้อมสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะเสื่อมถอยทางสมอง
PANYA | Future Brain Power พื้นที่พัฒนาพลังสมองแห่งอนาคต บนแนวคิด Head-Heart-Hand ผ่านการออกแบบพื้นที่เรียนรู้เชิงประสบการณ์ที่กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า
SANTI | Brain & Mind Wellness พื้นที่ส่งเสริมสุขภาวะสมองและจิตใจ ผ่านสภาพแวดล้อมและกิจกรรมที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย ความผาสุก และการฟื้นฟูพลังสมอง
ทั้งนี้ แนวคิดทั้งหมดนี้ยังอยู่ระหว่างการเตรียมนำเสนอรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
จาก‘การเรียนรู้’สู่‘การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ’
เป้าหมายสำคัญของ OKMD ในการพัฒนาพื้นที่สวนเบญจกิติ ภายใต้แนวคิด Brain Bridge Initiative คือการเปลี่ยน องค์ความรู้ด้านผัสสะ (Sensory) ให้สามารถ
ต่อยอดไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับผู้ประกอบการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME และนักสร้างสรรค์ไทยนำองค์ความรู้ด้าน Sensory มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ เช่น การออกแบบอาหารที่ใช้กลิ่นและรสชาติช่วยสร้างอารมณ์เชิงบวก หรือการออกแบบพื้นที่พักผ่อนที่เอื้อต่อการฟื้นฟูสมอง
สำหรับประชาชนและเยาวชนพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นต้นแบบของการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่ใช้ประสาทสัมผัสหลายระบบร่วมกัน เพื่อพัฒนาศักยภาพของคนไทยรุ่นใหม่ให้มีสมองที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มีทักษะการคิดขั้นสูง และมีความมั่นคงทางอารมณ์
สำหรับสังคมโดยรวม แนวคิดนี้ยังช่วยสนับสนุนการพัฒนาสุขภาวะของสังคม ผ่านแนวทาง Sensory Therapy และการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของระบบประสาท เพื่อลดภาระด้านสาธารณสุขในระยะยาว และนำไปสู่การสร้าง Happier City
OKMDกับความตั้งใจสร้างสังคมไทยที่‘ฉลาดและสุข’
การศึกษาดูงานที่ จ.เชียงใหม่ ครั้งนี้ทำให้ผมเห็นชัดเจนว่า ความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในตำรา หากแต่แทรกซึมอยู่ในประสบการณ์ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นของดอกไม้ สัมผัสของผืนดิน หรือความสงบของธรรมชาติ ประสบการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับการทำงานของสมอง
จากบทเรียนครั้งนี้ OKMD จึงตั้งใจพัฒนาอาคารศูนย์การเรียนรู้แห่งใหม่ ณ สวนเบญจกิติ ให้เป็นจุดเริ่มต้นของ Neuroscience-driven Society ที่ซึ่งองค์ความรู้ด้านสมองไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นประสบการณ์ที่ผู้คนเข้าถึงได้จริง และนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชีวิตและธุรกิจของตนเอง
ผมเชื่อว่า เมื่อ “ผัสสะ” ของคนไทยได้รับการกระตุ้นและพัฒนาอย่างเหมาะสม เมื่อนั้น “นวัตกรรม” จะเกิดขึ้น และประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ ไปสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยสังคมแห่งความรู้ ปัญญา และการเรียนรู้อย่างยั่งยืนครับ
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#ปฏวตการเรยนรดวยผสสะ #และนวตกรรมสมองเพออนาคตคนไทย


