
งูเหลือมกับโรคอ้วน
นักวิทยาศาสตร์กังขามานานแล้วว่า วิธีกินอาหารของสัตว์อย่างงูเหลือมแตกต่างออกไปจากคนมากมาย มันสามารถขยอกเหยื่อขนาดใหญ่ลงไปทั้งตัว หลังจากนั้นก็ไม่ต้องกินอะไรอีกนานนับเดือน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าคุณสมบัติเกี่ยวกับการกินและการย่อยอาหารแบบงูเหลือม อาจนำไปสู่การคิดค้นหายารักษาโรคอ้วนสำหรับคนเราที่มีคุณสมบัติใหม่เอี่ยม ได้เป็นอย่างดี
ทีมวิจัยภายใต้การนำของ ดร.โจนาธาน ลอง ศาสตราจารย์ด้านพยาธิวิทยาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เชื่อว่าสามารถค้นพบความลับที่อยู่เบื้องหลังคุณสมบัติวิเศษดังกล่าวของงูเหลือมได้ ซึ่งจะนำไปสู่การค้นพบสารบางอย่างหรือวิธีการบางอย่างในการปรับเปลี่ยนระบบการย่อยอาหารของคนเราเพื่อบรรเทาโรคอ้วนที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของโลกอยู่ในเวลานี้
ดร.ลองระบุว่า งูเหลือมสามารถกินอาหารในแบบที่เรียกว่า “แครชไดเอต” ได้เพราะในเลือดของงูเหลือมชนิดนี้มีโมเลกุลชนิดหนึ่ง ซึ่งจะทวีปริมาณสูงขึ้นหลังการกินอาหารแต่ละครั้ง และจะทำหน้าที่ปิดกั้นอาการอยากอาหารครั้งใหม่ ผลก็คือทำให้น้ำหนักของมันลดลงอย่างรวดเร็ว
งูเหลือม โดยเฉพาะงูเหลือมพม่า (Burmese python) เมื่อโตเต็มวัยสามารถยาวได้ถึงกว่า 5 เมตร และหนักเกือบ 100 กิโลกรัม ในธรรมชาติงูชนิดนี้สามารถกลืนเหยื่อที่มีขนาดและน้ำหนักพอๆ กับตัวมันเองได้สบายๆ จากการศึกษาพบว่า หลังจากการกินอาหารมื้อสำคัญดังกล่าวแล้ว หัวใจของงูเหลือมจะขยายตัวขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์ และความสามารถในการย่อยอาหารของมันเพิ่มพรวดขึ้นถึง 4,000 เท่า เพื่อให้สามารถจัดการกับเหยื่อที่กลืนกินลงไปในระยะเวลาอันสั้น หลังจากนั้นมันสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องกินอีกเลยนานถึง 12-18 เดือน โดยปราศจากผลกระทบ ในทางลบใดๆ
ในตอนแรกพวกเขาเชื่อว่าความลับของงูเหลือมอยู่ที่การขยายขนาดของหัวใจหลังจากกลืนเหยื่อลงไป แต่เมื่อนำเอาเลือดของงูเหลือมที่ยังไม่โตเต็มวัยหนักระหว่าง 1.5-2.5 กิโลกรัม มาตรวจสอบกลับพบว่า โมเลกุลชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่า “พีโทส” (pTOS) ในเลือดของงูเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือมากกว่า 1,000 เท่าของระดับปกติไม่นานหลังจากที่พวกมันกินอาหาร พีโทส เป็นโมเลกุลที่ผลิตโดยแบคทีเรียในลำไส้ของงู ชนิดนี้ ดร.ลองระบุว่า โมเลกุลนี้พบได้ในปริมาณต่ำๆ ภายในปัสสาวะของมนุษย์ ทีมวิจัยสงสัยว่า โมเลกุลชนิดนี้อาจส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพขึ้นในระบบของงูเหลือมหลังการกินอาหารในแต่ละมื้อ
แต่เมื่อนำเอาพีโทสไปตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยใช้วิธีฉีดโมเลกุลนี้ให้หนูทดลอง กลับพบว่าพีโทสไม่ได้ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของอวัยวะหรือลำไส้ของหนูแต่อย่างใด แต่มันเข้าไปกำหนด “ความอยาก” อาหารของหนู และพฤติกรรมการกินอาหารของมันเสียมากกว่า ทีมวิจัยพบว่า เมื่อนำเอาโมเลกุลชนิดนี้ไปฉีดให้กับหนูทดลองที่เป็นโรคอ้วน เมื่อทิ้งไว้ราว 28 วัน หนูตัวที่ได้รับโมเลกุลนี้เข้าไปน้ำหนักตัวลดลงถึง 9 เปอร์เซ็นต์
ดร.ลองชี้ว่า โมเลกุลพีโทส ทำงานแตกต่างจากยาฉีดเพื่อรักษาโรคอ้วนที่ใช้กันอยู่อย่าง GLP-1 ที่ทำงานโดยการเข้าไปชะลอการย่อยอาหาภายในกระเพาะของผู้ป่วย ในขณะที่พีโทส กลับทำงานโดยการเข้าไปจัดการกับการทำงานของสมองในส่วนของไฮโพทาลามัสที่ทำหน้าที่กำกับความอยากอาหารของคนเรา หรือพูดอีกอย่างก็คือ มันเข้าไปทำให้เรารู้สึกอิ่มนานขึ้นผิดปกติไปนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ การรักษาอาการโรคอ้วนโดยการให้โมเลกุลพีโทส จึงไม่ส่งผลข้างเคียงเหมือนอย่างที่เคยปรากฏในกลุ่มผู้ใช้ GLP-1 เช่นอาการปวดท้อง คลื่นไส้ ทั้งนี้ศาสตราจารย์เลสลี ลีนแวนด์ นักชีววิทยาของมหาวิทยาลัยโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ตั้งข้อสังเกตว่า การที่พีโทสเป็นโมเลกุลที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติในร่างกาย จึงไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงขึ้นกับผู้ใช้ ลีนแวนด์ ที่อุทิศตัวศึกษางูเหลือมมานานกว่า 20 ปี ยอมรับว่าให้ความเคารพต่อสัตว์ชนิดนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในเชิงสุขภาพ เพราะสัตว์ชนิดนี้ที่วิวัฒนาการมาจนอยู่ในสภาพสุดโต่งเช่นนี้ได้ ย่อมต้องมีอะไรดีๆ อยู่มากมายแน่นอน
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#งเหลอมกบโรคอวน


