
อยากเขียนเรื่องเมืองกับวิกฤตพลังงานต่อเนื่องจากการชี้ประเด็นในเรื่องของการคมนาคมขนส่งในเมืองในช่วงวิกฤตพลังงานในสัปดาห์ที่แล้ว
แต่สัปดาห์นี้ยังคงมีเรื่องอีกมากมายที่จะต้องกล่าวถึงในเรื่องการถกเถียงเรื่องทางของการพัฒนาเมืองท่ามกลางกระแสแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานซึ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
และคิดว่าวิกฤตพลังงานในรอบนี้จะยังคงดำเนินต่อไปอีกนาน ตราบเท่าที่เรายังมองไม่เห็นหนทางที่สงครามในตะวันออกกลางจะคลี่คลายตัวและยุติลง และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแหล่งพลังงานที่นั่นยังไม่ได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟู
ด้วยการนำเข้าจากแหล่งอื่นก็คงจะเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันแย่งชิงกันเสนอราคาที่ทำให้ต้นทุนทางพลังงานของโลกและของบ้านเราสูงขึ้นอย่างแน่นอน
สำหรับท่านที่สนใจเรื่อง “การเมืองพลังงาน” ขอแนะนำให้รับฟังบทสัมภาษณ์ของ ผศ.ดร.ชุมพล อุ่นพัฒนาศิลป์ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในรายการมติทอล์ก ของมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อสัปดาห์ก่อน จะเห็นมิติที่ซับซ้อนของปัญหาพลังงานในไทย และความเชื่อมโยงของ “ต้นทุนทางพลังงานในฐานะต้นทุนทางการเมือง” และความท้าทายในเรื่อง “ความยืดหยุ่นทางพลังงาน” ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่
และก่อนที่จะกลับเข้ามาสู่เรื่องของวิกฤตพลังงานและวิกฤตเมือง อยากจะตั้งข้อสังเกตกับ “สงคราม” ที่เกิดขึ้นที่ตะวันออกกลางในช่วงนี้อีกสักนิด
เพราะผมเห็นว่าความสนใจของผู้คนในเรื่องนี้มันไปให้ความสนใจในเรื่องของทรัพยากร โดยเฉพาะเรื่องของน้ำมันในฐานะทรัพยากรทางพลังงานมากจนเกินไป
คือทั้งสื่อและรัฐบาลคู่ขัดแย้งไปสนใจเรื่องนี้เสียจนไม่ได้สนใจพื้นฐานด้านอื่นๆ ของสงครามเอาเสียเลย เช่นความสูญเสียของชีวิตของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในเมืองที่เป็นสมรภูมิหลักของการใช้โดรนและขีปนาวุธใส่กัน และในพื้นที่ของประเทศใกล้เคียง
จริงอยู่ว่าน้ำมัน พลังงาน และความกังวลเรื่องค่าครองชีพที่จะเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องใหญ่ในการใช้ชีวิต
แต่ชีวิตในระดับความเป็นตายและความพลัดพรากของผู้คนที่เปราะบางจากภัยสงครามตรงๆ ก็ไม่ควรจะละเลย
ทีนี้มาว่าด้วยเรื่องของเมือง ตอนนี้สถานการณ์หลายฝ่ายรู้สึกว่า “ยังไม่เห็นโลงศพยังไม่หลั่งน้ำตา” เนื่องจากปริมาณความขาดแคลนพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันยังมีน้อยกว่าในต่างจังหวัด ซึ่งประสบภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในลักษณะที่สวนทางกับความมั่นใจของรัฐบาลที่ยังยืนยันว่ามีพลังงานเพียงพอ และอย่าแตกตื่นในเรื่องของความขาดแคลนน้ำมันเพราะยังมีสำรองอยู่อีกมาก
แต่ระยะยาวแล้ว นี่คือระเบิดเวลาที่จะเกิดวิกฤตเมืองหลังจากวิกฤตพลังงานที่ก่อตัวขึ้นอย่างแน่นอน
เพียงแต่ตอนนี้ถูกซื้อเวลาเอาไว้ด้วยการอุดหนุนน้ำมันด้วยกองทุนน้ำมันไปอีกระยะหนึ่ง
ความท้าทายที่เรายังนึกไม่ถึงก็คือการต้องสำรวจ “ความยากจนและความเปราะบางด้านพลังงาน” (energy and energy precarity) ในเมือง ที่ยังไม่ได้คิดกันมาก
เพราะเราชอบคิดและค้นหาแต่วิธีประหยัดพลังงาน ที่จะออกมาเป็นมาตรการจากการสั่งการของหน่วยงานที่มีอำนาจเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่นการลด ละ เลิก หรือประหยัดการใช้พลังงาน รวมไปถึงการบริโภคต่างๆ เพราะเรามีพื้นฐานทางความคิดว่าทุกคนมีพอ และฟุ่มเฟือย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทุกมาตรการที่ออกมาจะต้องเชื่อมโยงกับความตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของปัญหา และความซับซ้อนของปัญหา ว่าทุกคนสามารถจะอยู่ในมาตรการที่เป็นมาตรฐานเหล่านั้นได้หรือไม่
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่คนจนเท่านั้น แต่คนรวยหรือคนชั้นกลางก็อาจโดนไปด้วย เพราะวิกฤตพลังงานในระดับเมืองอาจส่งผลให้คนที่อยู่ไกลจากเมือง เช่น ชานเมืองต่างๆ นั้นเปราะบางขึ้น เนื่องจากต้องพึ่งพาการเดินทาง และการบริโภคบางอย่างที่มีต้นทุนสูงกว่าการอยู่ด้วยกัน
การพูดกันเรื่องการประหยัดพลังงาน เช่น ลดอุณหภูมิแอร์ในอาคาร ไม่ได้ตอบโจทย์ฤดูร้อนที่คนจำนวนมากเข้าไม่ถึงเครื่องปรับอากาศตั้งแต่แรก
การพูดถึง เมืองกระชับ (compact city) ซึ่งดูราวเป็นยอดปรารถนาของนักผังเมืองบางกลุ่มที่จะมีเมืองขนาดไม่ใหญ่มาก และมีสิ่งอำนวยความสะดวกพอประมาณและเชื่อมโยงกับเมืองอื่นๆ ผ่านโครงข่ายขนส่งสาธารณะ ยังจะต้องเผชิญความท้าทายจากการเติบโตของเมืองขนาดใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนา ที่ยังคงเป็นความหวังและแหล่งแสวงหาส่วนแบ่งของความมั่งคั่งของผู้คนมากมายในพื้นที่ที่ขาดแคลนกว่าที่มาเผชิญโชคในเมืองเหล่านั้น และต้องทำใจกับความขาดแคลนและวิกฤตในหลายด้านของพลังงานและเมืองที่ไม่ได้งดงามและใจดีต่อพวกเขาขนาดนั้น
ดังที่กล่าวมา “การประหยัดพลังงาน” เป็นคำสวยหรูที่ดูดี
แต่ในความจริงการประหยัดพลังงานในเมืองนั้น ไม่ได้ทำได้ทุกคน บางคนเขาขาดแคลนมากกว่าประหยัดอยู่แล้ว แล้วการเร่งเร้ารณรงค์การประหยัดพลังงานจะยิ่งซ้ำเติมกับพวกเขาอีกเท่าไหร่
และเรื่องระยะยาวก็ต้องทำ และพึงตระหนักถึงความท้าทายที่จะเกิดขึ้น
เช่นการก่อสร้างใหญ่ก็ควรสนใจเรื่องการประหยัดพลังงาน และภาษีพลังงาน เช่น ภาษีความร้อนจากเครื่องปรับอากาศนอกอาคารด้วย ไม่ใช่เน้นแต่พื้นที่สีเขียว
การส่งเสริมการขนส่งสาธารณะก็ทำกันมาตลอด แต่ต้องเข้าใจรูปแบบการเดินทางของคนที่เปราะบาง และคนที่เข้าไม่ถึงการขนส่งสาธารณะด้วย เพราะพื้นที่ที่เป็นศูนย์คมนาคม มักจะเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่คนจนเข้าถึงการพักอาศัยและใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ ถ้าไม่อยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาด้านความเป็นเจ้าของที่ดิน ก็อยู่ไกลในซอยลึก จำเป็นต้องใช้รูปแบบการเดินทางอื่นประกอบ เช่น มอเตอร์ไซค์รับจ้าง
เรื่องเหล่านี้คงต้องพยายามคิดและตระหนักถึงด้วยว่า วิกฤตพลังงานในรอบนี้จะนำไปสู่วิกฤตเมืองอย่างไร และความเดือดร้อนเปราะบางของผู้คนในเมืองแต่ละกลุ่มอาจจะไม่เหมือนกันและใช้มุมมองและมาตรการเดียวกันในการจัดการไม่ได้
นี่ยังไม่นับว่าในอนาคตถ้าการจัดหาพลังงานจากภายนอกทำได้ยาก การกลับมาผลิตพลังงานด้วยการขูดรีดทรัพยากร และทำลายสิ่งแวดล้อมในประเทศจะเพิ่มมากขึ้น เช่นการสร้างเขื่อน และโรงไฟฟ้าถ่านหินภายใต้เรื่องการเสียสละและการชดเชยย่อมจะต้องมีมากขึ้น และคนนอกเมืองเองต้องแบกรับปัญหามากขึ้น เพื่อให้เมืองเติบโต ประเทศเติบโต ทั้งเรื่องพลังงาน การบริโภค รวมไปถึงเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ต้องการพลังงานมากเป็นพิเศษ เช่นโลกของเอไอและการประมวลข้อมูลข่าวสารต่างๆ
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#พชญ #พงษสวสด #วกฤตเมองวกฤตพลงงาน


