อัปเดตล่าสุด วีระยุทธ แนะรบ.เปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน ชี้ ยิ่งโลกป่วน ผู้นำยิ่งต้องเคียงข้างปชช.

0
0
Xbf12 Wed
Xbf12 Wed

วีระยุทธ แนะรบ.เปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน ทำงานโปร่งใส–อุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร ชี้ ยิ่งโลกป่วน ผู้นำยิ่งต้องเคียงข้างประชาชน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม โดยมีการเสนอญัตติด่วน เพื่ออภิปรายเรื่องราคาพลังงาน ที่เพิ่มสูงขึ้นจากเหตุการณ์สู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่อง “วิกฤตน้ำมัน” เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลถึงมาตรการรับมือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

นายวีระยุทธ กล่าวว่า น้ำมันเปรียบเสมือน เส้นเลือดใหญ่ ของระบบเศรษฐกิจไทย ช่วยให้คนไทยจำนวนมากสามารถทำมาหากินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ คนขับรถ คนขายของ ชาวประมง หรือเกษตรกรในช่วงเก็บเกี่ยว เมื่อน้ำมันดิบกว่า 60% ที่ไทยใช้ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สงครามในตะวันออกกลางจึงกระทบเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจไทยโดยตรง

การพาประเทศไทยฝ่า วิกฤตโลกป่วน ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สูงกว่าช่วงเวลาปกติ เพราะต้องมีทั้งความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ความกล้าตัดสินใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเห็นอกเห็นใจคนตัวเล็กตัวน้อย โดย วีระยุทธเสนอว่ามี 3 เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงานเพื่อกู้วิกฤตครั้งนี้

1. เปลี่ยนจากการจัดการวิกฤตแบบปิด เป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด การทำงานของรัฐบาลภายใต้ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือ ศบก. โดยที่ผ่านมามีการทำงานเป็นวงปิดมากเกินไป พูดคุยเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจใหญ่เป็นหลัก เช่นวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา มีการเรียกเฉพาะบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ 5-6 ราย เข้ามาสอบถามว่ามีน้ำมันเหลือไหม พอบริษัทใหญ่บอกว่ามีน้ำมันพอ ได้ออกมาแถลงว่าไม่ขาดแคลน ไม่ต้องกังวล แต่กลุ่มอื่นๆ ที่เดือดร้อนกลับไม่เคยถูกเชิญมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะปั๊มขนาดเล็ก ชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่ง จนสุดท้ายคนกลุ่มนี้ต้องรวมตัวกันไปหาสื่อมวลชน หรือไม่ก็ต้องเดินทางเข้ามาเรียกร้องถึงกรุงเทพฯ เอง ดังที่เห็นในกรณีสภาเกษตรกรแห่งชาติและสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยในวันที่ 18 มี.ค.

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า นอกจากกลุ่มใหญ่ๆ ที่รวมตัวกันแน่นอยู่แล้ว กลุ่มอื่นๆ ที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยกระจัดกระจายหรือต้องทำมาหากินรายวันอย่างไรเดอร์ เกษตรกร ชาวประมง ย่อมไม่มีเวลาและเงินทองพอที่จะเดินทางมากรุงเทพฯ จึงควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและศบก. ที่ต้องเดินเข้าไปหาแต่ละกลุ่ม ไปทำความเข้าใจว่าพวกเขาเดือดร้อนกันอย่างไร จึงจะเรียกว่าเป็น “การทำงานแบบเปิด” เปิดหู เปิดใจ รับฟัง

อีกเรื่องที่สะท้อนการทำงานแบบปิดของ ศบก. คือเรื่องข้อมูล เพราะที่คนไทยตื่นตระหนกทุกวันนี้ก็เพราะรัฐบาลไม่ได้ตอบสิ่งที่ประชาชนสงสัย ในขณะที่รัฐบาลย้ำแต่ว่า ไทยมีน้ำมันสำรองเป็น 100 วัน เยอะสุดในอาเซียน สิ่งที่ประชาชนอยากรู้คือ แล้วทำไมไปปั๊มแล้วน้ำมันหมด แล้วตกลงเติมน้ำมันได้ที่ไหน ดังนั้น จะลดความตื่นตระหนกของประชาชนได้ รัฐบาลก็ต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนเห็นชัดๆ ไปเลย ว่าปั๊มใกล้บ้านของเขาปั๊มไหนที่ยังมีน้ำมันเหลือ แต่ละคนจะได้วางแผนชีวิตและการทำมาหากินได้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้กระทรวงพลังงานสั่งให้ สำนักงานพลังงานจังหวัด จัดทำสรุปตารางสถานะสถานีบริการเป็นรายวัน แต่ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลได้ก็ต้องเข้าไปที่ Facebook เองและพิมพ์ค้นหา “สำนักงานพลังงานจังหวัด” ตามด้วยชื่อจังหวัดตนเอง ซึ่งจากการตรวสอบก็พบว่าหลายจังหวัดไม่สามารถหาเพจสำนักงานพลังงานได้ด้วยซ้ำ หรือบางจังหวัดที่มีข้อมูล ก็มีการอัปเดตเพียงครั้งเดียวต่อวัน เช่นเวลา 8.00 น. แต่ระหว่างวันไม่มีการอัปเดตข้อมูลเลย

ล่าสุดเมื่อวันที่23 มี.ค.ที่ผ่านมา กรมธุรกิจพลังงานประกาศว่าได้พัฒนาระบบหลังบ้านขึ้นมาใหม่ภายใต้ชื่อแอปพลิเคชัน Fuel Now ซึ่งจะมีการเปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. แต่จนถึงปัจจุบันที่กำลังอภิปราย ก็ยังไม่พบแอปพลิเคชันนี้ในระบบ จนทำให้ประชาชนทั่วไปหันไปทำข้อมูลกันเอง ดังที่พบในเพจ pumpradar.com แต่เพราะเป็นการส่งข้อมูลกันเองของประชาชนจึงไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกเวลา

เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและ ศบก. เปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตแบบปิดมาเป็น “การจัดการวิกฤตแบบเปิด” ด้วยการเปิดรับฟังเสียงให้รอบด้าน เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ และกล้าจับคนผิดมาลงโทษ

2. เปลี่ยนจากการตรึงราคา เป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบางเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนเรื่องที่สองคือ แนวทางในการอุดหนุนราคาน้ำมัน

นายวีระยุทธ กล่าวว่าความโกลาหลหน้าปั๊มน้ำมันที่ผ่านมา เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะตรึงราคา เป็นเวลา 15 วัน พอประกาศตรึงราคาแต่กำหนดเวลาไว้แบบนั้น จึงทำให้เกิด “ความอยากซื้อมากกว่าปกติ” ของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม พร้อมกับ ความอยากขายน้อยกว่าปกติ ของผู้ค้าส่งค้าปลีก จนน้ำมันหน้าปั๊มไม่พอขาย รัฐบาลจึงไม่ควรโทษประชาชน แต่ควรยอมรับว่าการตรึงราคาแบบกำหนดวันตายตัวเป็นสาเหตุสำคัญของความโกลาหลที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ นอกจากการอุดหนุนแบบกำหนดวันตรึงราคาแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้แนวทางอื่นๆ ได้อีก เช่นการ “อุดหนุนแบบขั้นบันได” โดยการวางกรอบว่าหากราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงราคานี้ รัฐบาลจะอุดหนุนเท่าใด เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ไม่กระชากหรือสูงเกินไปจนสร้างความเดือดร้อนรุนแรง

นอกจากการอุดหนุนแบบขั้นบันไดแล้ว รัฐบาลยังสามารถอุดหนุนเฉพาะจุด ยิงตรงไปช่วยให้ถึงกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่นๆ เช่น ภาคขนส่ง รถสาธารณะ ซึ่งจำเป็นต้องประสานฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานเพื่อใช้ตัดสินใจ

นายวีระยุทธย้ำว่า ในเวลาวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลต้องนำเครื่องมืออื่นๆ ที่มีในมือมาวางบนโต๊ะให้หมด แล้วเลือกผสมผสานใช้งานให้เหมาะกับสถานการณ์ เพราะนอกจากกองทุนน้ำมันแล้ว รัฐบาลยังสามารถปรับลดภาษีสรรพสามิต เหมือนที่ช่วยน้ำมันเขียวในภาคประมง รวมถึงการเก็บ ภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นหรือธุรกิจที่ได้รับกำไรส่วนเกินจากปัจจัยภายนอก โดยไม่ได้ลงทุนเพิ่ม

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าใช้หลักการอะไรในการตัดสินใจ ใครจะได้ ใครจะเสีย และจะเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขในสังคมได้อย่างไร

3. เปลี่ยนจากโครงการธงเขียวเพื่อประชาสัมพันธ์ เป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนและแจกคูปองแบบทั่วถึง

ภาคเกษตรเป็นกลุ่มต่อไปที่ต้องเผชิญแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง เพราะเรานำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางถึงประมาณ 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยทั้งหมด

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่าโครงการปุ๋ยธงเขียว ซึ่งล่าสุดเปลี่ยนชื่อเป็น ธง​เขียว​พลัสเป็นกระบวนท่ามาตรฐานของรัฐบาลที่เน้นการประชาสัมพันธ์ ทั้งที่ในทางปฏิบัติช่วยเกษตรกรได้ในวงจำกัดมากๆ เพราะปุ๋ยธงเขียวที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นำมาขายราคาพิเศษในปีงบประมาณที่ผ่านมามีจำนวน 97,000 กระสอบ คิดเป็นปริมาณราว 5 ล้านกิโลกรัม แต่เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมจึงมีความต้องการใช้ปุ๋ยในแต่ละปีถึง 5.6 ล้านตัน โครงการปุ๋ยธงเขียวจึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 1 ใน 1,000 หรือคิดเป็น 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด เปรียบได้กับการเติมหยดน้ำในทะเลทราย เพราะปุ๋ยส่วนที่เหลือก็มีราคาแพงเหมือนเดิมหรือแพงขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งหลักใหม่ว่าจะช่วยเกษตรกรได้ดีที่สุดและกว้างที่สุดได้อย่างไร โดยพรรคประชาชนเสนอว่าควรเดิน 2 ขาไปพร้อมกัน ด้านหนึ่ง รัฐบาลยังต้องเข้าไปมอนิเตอร์เพื่อดูแลราคาทั้งซัพพลายเชนปัจจัยการผลิตภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นทางการนำเข้าจนถึงการจัดจำหน่ายและการเก็บเกี่ยว ไม่ให้เกิดการโก่งราคาหรือกักตุนเพื่อทำกำไรเกินควรระหว่างวิกฤต

อีกขาหนึ่งคือการแจก คูปองปุ๋ย ให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปลดราคาปุ๋ยรวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น เพราะเรามีฐานข้อมูลเกษตรกรอยู่แล้ว รู้ประเภทพืชที่แต่ละครอบครัวปลูก รู้ขนาดไร่ รู้พื้นที่ว่าอยู่ไหน จึงสามารถปรับการแจกคูปองตามจังหวะการเก็บเกี่ยวพืชผลได้ ทั้งยังควบคุมงบประมาณที่จะใช้ในแต่ละช่วงเวลาได้

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ตนขอเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวทางการทำงาน 3 เรื่องเพื่อกู้วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ โดยเปลี่ยนจากจัดการปัญหาแบบปิดของ ศบก. มาเป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด เปลี่ยนจากการใช้กองทุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน มาเป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง ร่วมกับมาตรการทางภาษีอย่างสรรพสามิตและลาภลอย และเปลี่ยนจากการทำโครงการธงเขียวที่ช่วยเกษตรกรได้จำกัด มาเป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนการผลิตและแจกคูปองแบบทั่วถึง

นายวีระยุทธกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับคนไทยเวลานี้คือความรู้สึกว่ารัฐบาลและผู้นำประเทศไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเขาในยามวิกฤต การเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาได้จึงต้องอาศัยการทำงานด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนให้ประชาชนที่ยังประสบความเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำมันส่งเสียงผ่านมายังพรรคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เสียงไปไม่ถึงรัฐบาลอย่างเกษตรกร ชาวประมง ไรเดอร์ แรงงาน รวมถึงผู้ประกอบการภาคท่องเที่ยวและขนส่ง


ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

#วระยทธ #แนะรบ.เปลยน #แนวทางกวกฤตนำมน #ช #ยงโลกปวน #ผนำยงตองเคยงขางปชช

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่