รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ สร้างแรงสั่นสะเทือนด้านความมั่นคงครั้งใหญ่ โดยอนุมัติแก้ไขหลักเกณฑ์การส่งออกยุทโธปกรณ์ เพื่อปลดล็อกการขายอาวุธร้ายแรงไปยังต่างประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางจากนโยบาย “รัฐผู้รักสันติภาพ” ที่ยึดถือมานานตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ปรับเกณฑ์ใหม่ แบ่งประเภทอาวุธชัดเจน
การแก้ไข “หลักการ 3 ประการว่าด้วยการโอนยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ” ในครั้งนี้ ได้ยกเลิกข้อจำกัดเดิมที่ให้ส่งออกได้เพียง 5 หมวดหมู่ที่ไม่เกี่ยวกับการรบ โดยเปลี่ยนมาแบ่งยุทโธปกรณ์เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้:
- ยุทโธปกรณ์ที่ไม่ใช่อาวุธ: เช่น ระบบเรดาร์แจ้งเตือนและควบคุม สามารถส่งออกได้โดยไม่มีข้อจำกัด
- อาวุธร้ายแรง: เช่น เรือพิฆาต และขีปนาวุธ จะจำกัดการขายให้เฉพาะประเทศที่ลงนามข้อตกลงรักษาความลับด้านความมั่นคงกับญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งหมด 17 ประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร
ข้อยกเว้นพิเศษเพื่อความมั่นคงภูมิภาค
แม้โดยหลักการจะห้ามส่งออกไปยังประเทศที่อยู่ในภาวะขัดแย้ง แต่รัฐบาลได้ระบุ “ข้อยกเว้นในสถานการณ์พิเศษ” หากพิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็นต่อความมั่นคงของญี่ปุ่น หรือเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
มุมมองจากรัฐบาลและเสียงวิจารณ์
นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ เน้นย้ำว่าในปัจจุบันไม่มีประเทศใดสามารถรักษาความมั่นคงได้โดยลำพัง จำเป็นต้องมีพันธมิตรที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน ขณะที่นายมิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่าญี่ปุ่นยังคงยึดมั่นในหลักการประเทศรักสันติภาพ
อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ โดยมองว่าควรขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ญี่ปุ่นเข้าไปมีส่วนร่วมในการสะสมอาวุธหรือขยายความขัดแย้ง
มาตรการควบคุมและกรณีพิเศษ
เพื่อความโปร่งใส รัฐบาลยืนยันจะมีมาตรการตรวจสอบหลังการขายที่เข้มงวด โดยจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบสภาพการจัดเก็บและใช้งาน ณ กองทัพของผู้ซื้อเป็นระยะ ส่วนโครงการใหญ่ เช่น เครื่องบินรบยุคใหม่ ที่พัฒนาร่วมกับสหราชอาณาจักรและอิตาลี จะถือเป็นกรณีพิเศษที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเป็นรายกรณีไป


