ด่วน! ประเทศไทย: ‘สวรรค์’ของคนอื่น

    0
    0
    E0B8A0E0B89B E0B89BE0B8A3E0B8B0E0B980E0B897E0B8A8E0B984E0B897E0B8A2
    E0B8A0E0B89B E0B89BE0B8A3E0B8B0E0B980E0B897E0B8A8E0B984E0B897E0B8A2

    ประเทศไทย: ‘สวรรค์’ของคนอื่น

    ท่ามกลางกระแสข่าวคนรุ่นใหม่ที่อยาก “ย้ายประเทศ” เพื่อหาอนาคตที่ดีกว่า กลับมีอีกกระแสหนึ่งที่บอกว่า “ประเทศไทยคือสวรรค์ที่คนต่างชาติอยากย้ายมาอยู่” ความย้อนแย้งนี้สะท้อนว่าเรากำลังมองประเทศไทยคนละมิติกัน และที่น่าตกใจคือ “ความสุข” ของผู้มาเยือน กำลังถูกแลกมาด้วย “หยาดเหงื่อและภาษี” ของเจ้าของบ้านที่กำลังแบกรับภาระจนจะล้มละลาย

    1.สวรรค์ในสายตาคนนอก : ต้นทุนที่ถูกและสิทธิที่ล้นเกิน

    คนต่างชาติมองไทยเป็นสวรรค์ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน

    (1) กลุ่มตะวันตก/ผู้มีกำลังซื้อสูง : มองไทยเป็นสวรรค์เพราะ “อำนาจซื้อ”ที่สูงกว่า เขาสามารถเสพความหรูหราและการบริการระดับโลกได้ในราคาถูก โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวของประเทศเรา

    (2) กลุ่มแรงงานต่างชาติ : โดยเฉพาะ “เมียนมา ลาว กัมพูชา” มองไทยเป็นสวรรค์เพราะ “โอกาสทางเศรษฐกิจ” และ “สวัสดิการฟรีไร้เงื่อนไข” ประเทศไทยรับบทเป็น “ม้าอารี” ที่ให้สิทธิการเรียนฟรีและการรักษาพยาบาลเสมือนคนในชาติ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงทะเบียน แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะมาช่วยสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศในบางมิติ แต่ในขณะเดียวกันก็เข้ามาเป็นผู้สร้างปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นมิติของสังคม/สิ่งแวดล้อม/อาชญากรรม/สาธารณสุข/ภาระของงบประมาณ ฯลฯ

    2.นรกของคนในชาติ : เมื่อ “หน้าที่หลัก” ถูกละเลย

    ในขณะที่รัฐบาลพยายามสร้างภาพลักษณ์ด้านมนุษยธรรมเพื่อ Soft Power บนเวทีโลก คนไทยกลับรู้สึกถึงความเป็น “นรก” จากโครงสร้างที่บิดเบี้ยว

    -งบประมาณที่รั่วไหล : ภาษีคนไทยถูกนำไปอุดหนุนเป็นสวัสดิการฟรีให้คนต่างด้าวกว่า 4,500 ล้านบาทต่อปี (แบ่งเป็นหนี้สูญสาธารณสุข 2,300 ล้านบาท และงบการศึกษา 2,200 ล้านบาท)

    -ภาระงานที่ล้นมือแต่ไร้สวัสดิการ : ครูและบุคลากรทางการแพทย์ต้องแบกภาระดูแลประชากรแฝงมหาศาลโดยไม่มีงบประมาณสนับสนุนเพิ่ม (On-top) ทำให้เกิดสภาวะ “สมองไหล” ของคนเก่งในระบบราชการไทย และ “คนหนุ่มสาว” ที่หดหายในวันที่เรามีแต่ผู้สูงอายุ

    -การตีความกฎหมายที่ผิดเพี้ยน : หน่วยงานรัฐหลงทางในการตีความกติการะหว่างประเทศ โดยลืมไปว่าการดูแลคนชาติคือ “หน้าที่หลัก” (Primary Duty) ส่วนการดูแลคนต่างชาติคือ “ทางเลือกตามทรัพยากรที่มี”

    3.มิติของปัญหา : สวรรค์บนต้นทุนของเจ้าของบ้าน

    เหตุผลที่คนต่างชาติ (โดยเฉพาะในกลุ่มตะวันตก/ผู้มีกำลังซื้อสูง) มองไทยเป็นสวรรค์ มักตั้งอยู่บนปัจจัยที่คนไทยมองว่าเป็นปัญหา

    4.รากเหง้าของวิกฤต : โครงสร้างที่ “แช่แข็ง” และ “ไม่ยินยอมให้ปฏิรูป”

    ประเทศไทยมีแนวคิดในการปฏิรูปประเทศมาอย่างยาวนาน ในช่วงอายุของผู้เขียน พบว่าความต้องการปฏิรูปประเทศไทยมีมาตั้งแต่ก่อนวิกฤตทางการเมืองในปี 2416 ที่นำไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้าในปี พ.ศ.2519 และการปฏิรูปประเทศผ่านรัฐธรรมนูญในปี 2540 แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการรัฐประหารพาประเทศถอยหลังกลับไป “เป็นกบอยู่ในกะลา” เช่นเดิม รวมทั้งการอยู่ในกะลาที่ครอบหลายชั้นตาม “รัฐธรรมนูญ” ฉบับปัจจุบัน (พ.ศ.2560) ด้วยการที่โครงสร้างถูก “แช่แข็ง” นำไปสู่การที่รัฐไทยไม่สามารถ “ปรับกติกา” ให้ทันต่อสถานการณ์ประชากรที่เปลี่ยนไป เช่น การที่กฎหมายยังเน้นการสงเคราะห์มากกว่าการจัดการเชิงรุก หน่วยงานของรัฐยังเน้นการทำงานในแท่งของตนมากกว่าการบูรณาการ ฯลฯ

    ปัญหาที่วิกฤตที่สุดของ “คนไทย” หรือ “คนชาติ” คือ “วิกฤตศรัทธาต่อโครงสร้างอำนาจรัฐ” ซึ่งผู้มีอำนาจในปัจจุบันมีความพยายามรักษาอำนาจแบบ “รวมศูนย์ (Centralization)” และ “ระบบอุปถัมภ์” ไว้จนกลายเป็นกำแพงกั้นความเจริญ

    -การรวมศูนย์อำนาจ : ทำให้ท้องถิ่นขาดศักยภาพในการบริหารจัดการตนเอง งบประมาณและโอกาสกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่จุด

    -การปฏิเสธการปฏิรูป : เมื่อโครงสร้างไม่ขยับตามโลกที่เปลี่ยนไป “ความพยายาม” จึงพ่ายแพ้ต่อ “เส้นสาย” ส่งผลให้เกิดภาวะ สมองไหล (Brain Drain) เพราะ “คนเก่ง” และ “คนหนุ่มสาว” มองไม่เห็นอนาคตในบ้านตัวเอง

    -ความเหลื่อมล้ำทางโอกาส : เป็น “วิกฤตศรัทธา” ที่คนรุ่นใหม่เผชิญเมื่อเทียบกับคนต่างชาติที่มีอำนาจซื้อสูง ตอกย้ำว่าทำไมโครงสร้างที่ “แช่แข็ง” จึงผลักไสให้พวกเขาอยากย้ายประเทศ

    -“ความเหลื่อมล้ำของสิทธิ” ระหว่างคนชาติกับคนต่างด้าว : เป็นหนึ่งในแรงผลัก (Push Factor) สำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกไม่มั่นคงในบ้านเกิดของตนเอง

    5.แผนภาพรวมสู่ทางออก : คืนความหวังให้คนไทย

    การจะเปลี่ยนประเทศไทยให้กลับมาเป็นบ้านที่น่าอยู่ ต้องอาศัยการผ่าตัดใหญ่ผ่านแผนที่นำทาง (Roadmap) ดังนี้:

    -กติกาใหญ่ต้องเป็นธรรม : ปฏิรูปรัฐธรรมนูญและกฎหมายสูงสุดให้เป็นประชาธิปไตย ลดอำนาจรัฐราชการที่เทอะทะ และกำจัดกฎระเบียบที่เป็นช่องทางให้เกิดคอร์รัปชั่น

    -กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น : คืนอำนาจการตัดสินใจและงบประมาณให้คนในพื้นที่ เพื่อสร้างงานและโอกาสในทุกตารางนิ้วของประเทศ

    -ระบบวัดผลด้วยความสามารถ (Meritocracy) : สร้างสังคมที่คนเก่งมีที่ยืน ไม่ว่าจะเป็นคนตัวเล็กแค่ไหนก็ตาม เพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่สู้ต่อในบ้านเกิด

    -การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ : ทั้งโครงสร้างการบริหาร (กระทรวง) การกระจายอำนาจ (ไปสู่ท้องถิ่นและโรงเรียน) การจัดการ (ถอดภาระงานธุรการ/คืนครูให้ห้องเรียน) หลักสูตร (เลิกให้เรียนทุกอย่าง/เรียนวิชาที่จำเป็น/ทักษะเพื่ออนาคต) การเรียนการสอน (เลิกท่องจำ/หันมาสอนให้ถาม/คิดและฝึกฝน) และการจัดสวัสดิการ/ค่าตอบแทนครูที่เพียงพอและจูงใจให้คนดี/คนเก่งเข้าสู่ระบบ หากสามารถเปลี่ยนงบรายหัวเด็กและการรักษาพยาบาลคนต่างด้าวปีละ 4,500 ล้านบาท มาเป็นงบสนับสนุนจ้างบุคลากรสายสนับสนุน (Admin) จะช่วยลดภาระครูได้ทันทีโดยไม่ต้องรออนุมัติงบใหม่จากส่วนกลาง

    -นโยบายต่างชาติเชิงรุก : ปรับบทบาทจากการเป็น “ฐานพักพิงราคาถูก” สู่การเป็น “แหล่งรวมคนเก่ง” โดยต้องเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและผลประโยชน์ที่ตกถึงมือคนไทยจริงๆ และ “หยุดเลือดไหลก่อนจะล้มละลาย” ในส่วนของนโยบาย “ม้าอารี” ที่มีต่อกลุ่มแรงงานและครอบครัว การเปลี่ยนจากระบบสงเคราะห์เป็น “User Pays” ไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่เป็นการสร้าง “ความเป็นธรรม” ให้กับผู้เสียภาษีชาวไทยที่กำลังแบกรับภาระหนัก

    6.ปัจจัยแห่งความสำเร็จและความท้าทาย

    อุปสรรคสำคัญคือ “แรงต้าน/แรงเสียดทานจากกลุ่มผู้เสียประโยชน์เดิม” และ “ความเชื่องช้าของระบบราชการ” แต่เราจะก้าวข้ามได้ด้วย

    -การสื่อสารความจริง : ทำให้ทุกภาคส่วนเห็นว่าหากไม่ปฏิรูป “เครื่องยนต์ประเทศไทย” จะดับสนิท และทุกคนจะพังไปพร้อมกัน

    -เจตจำนงที่มุ่งมั่น/แน่วแน่ : ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวมากกว่าการประนีประนอมระยะสั้น

    -การทำงานที่ต่อเนื่อง : เกาะติดการปฏิรูปตลอดกระบวนการ ผ่านการประเมินและประยุกต์/แก้ไขได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของแผน/ภารกิจ

    -การมีส่วนร่วมของประชาชน : แผนนี้ต้องเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ประชาชนทุกวัยเห็นพ้องและเป็นเจ้าของร่วมกัน

    -การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Government) : เป็นเครื่องมือในการก้าวข้าม “ความเชื่องช้าของระบบราชการ” เช่น การใช้ระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างประกันสุขภาพกับใบอนุญาตทำงาน (No Link, No Stay) จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องพึ่งพาดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยลดปัญหาคอร์รัปชั่นได้ด้วย

    บทสรุป

    ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียง “สถานที่พักผ่อน” ที่สวยงามของชาวตะวันตก หรือเป็น “ขุมทองทางสวัสดิการ” ของแรงงานอพยพ แต่ประเทศไทยต้องเป็น “พื้นที่แห่งความมั่นคงและโอกาส” สำหรับคนในชาติเป็นอันดับแรก

    ความสวยงามที่แท้จริงของประเทศ ไม่ได้วัดกันที่ดัชนีความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว หรือรอยยิ้มของการบริการราคาถูก แต่วัดกันที่ “แววตาแห่งความหวัง” ของคนไทยและคนรุ่นใหม่ที่จะได้ใช้ความรู้ความสามารถสร้างอนาคตบนแผ่นดินเกิดโดยไม่ต้องถูกเอาเปรียบจากโครงสร้างที่บิดเบี้ยว

    ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องเลิกบทบาท “ม้าอารี” ที่แบกโลกไว้แต่ปล่อยให้คนในบ้านล้มตาย แล้วหันกลับมาจัดระเบียบใหม่ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี เพราะเมื่อใดที่เจ้าของบ้านรู้สึกปลอดภัย มั่นคง และมองเห็นอนาคต เมื่อนั้นประเทศไทยจึงจะเป็นสวรรค์ที่แท้จริงสำหรับทุกคนอย่างยั่งยืน

    วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์


    ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

    #ประเทศไทย #สวรรคของคนอน

    ทิ้งคำตอบไว้

    กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
    กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่