ด่วน! ลุ้นกกต.ไฟเขียวลดภาษีน้ำมัน1บ. พิพัฒน์กางแผนช่วยภาคขนส่ง โต้ครหาอินไซด์เอื้อปั๊มPT ไร้ไอ้โม่งตุนเก็งกำไร

0
0
33 15
33 15

รบ.ลุ้นกกต.ไฟเขียวลดภาษีน้ำมัน1บ. พิพัฒน์กางแผนช่วยภาคขนส่ง โต้ครหาอินไซด์เอื้อปั๊มPT ไร้ไอ้โม่งตุนเก็งกำไร

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผย เมื่อวันที่ 27 มีนาคมว่า แนวทางการรับมือวิกฤตราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมเตรียมนโยบายเร่งด่วนในการช่วยเหลือทั้งผู้ประกอบการขนส่งและประชาชนผู้ใช้บริการ เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อเงินในกระเป๋าของประชาชน 1. มาตรการชดเชยส่วนต่างราคาน้ำมัน

โดยเตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าเพื่อชดเชยค่าเชื้อเพลิงให้แก่ผู้ให้บริการ 4 กลุ่มหลัก แยกตามประเภท ดังนี้ รถบรรทุกไม่ประจำทางตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป จำนวน 287,175 คัน สนับสนุนน้ำมัน 6 บาท/ลิตร รถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ (บขส./รถร่วมฯ) หมวด 2 และ 3 จำนวน 11,395 คัน สนับสนุนน้ำมัน 4 บาท/ลิตร รถโดยสารขนาดเล็ก (รถสองแถว/ตู้) หมวด 4 จำนวน 19,414 คัน สนับสนุน 300 บาท/คัน/วัน รถจักรยานยนต์รับจ้าง ไรเดอร์ จำนวน 114,653 คัน สนับสนุน 300 บาท/คัน/เดือน ซึ่งจะเริ่มสนับสนุนตามมาตรการดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 เมษายน 2569 โดยจะคำนวณเงินชดเชยตามการใช้งานจริงผ่านระบบจีพีเอส และแอพพลิเคชั่น เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้ขับขี่โดยตรง

2. ตรึงราคาค่าโดยสาร โดยสั่งการกรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรึงค่าโดยสารรถสาธารณะทุกประเภทไว้ในระดับเดิมให้นานที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อค่าครองชีพของประชาชน พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการเอกชนให้ช่วยกันประคับประคองในช่วงวิกฤตนี้

3. ปลดล็อกน้ำมันสำรองและหนุนดีเซล B20 เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลน กระทรวงฯ ได้ประสานงานเพื่อปรับลดสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมาย ทำให้มีน้ำมันหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้น และเตรียมเปิดตัว น้ำมันดีเซล B20 ราคาพิเศษ สำหรับภาคขนส่ง ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไปประมาณ 5 บาทต่อลิตร เพื่อลดต้นทุนการเดินรถ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมเข้าใจความเดือดร้อนของผู้ให้บริการที่ต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ขณะเดียวกันเราต้องปกป้องผู้โดยสาร ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าโดยสาร มาตรการที่ออกมาจึงมุ่งเน้นการลดต้นทุนที่ต้นทาง โดยเฉพาะการจัดจุดเติมน้ำมันพิเศษสำหรับรถสาธารณะในทุกจังหวัด เพื่อให้มั่นใจว่ารถโดยสารจะมีน้ำมันเพียงพอและให้บริการได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้จัดตั้ง วอร์รูม (War Room) เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันและผลกระทบต่อค่าขนส่งอย่างใกล้ชิด หากพบผู้ประกอบการรายใดฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุดทันที

นายพิพัฒน์ ชี้แจงข้อครหาที่ว่ารู้ข้อมูลอินไซด์ล่วงหน้าและเอื้อประโยชน์ให้สถานีบริการน้ำมัน PT (บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)) กักตุนน้ำมันเพื่อทำกำไรนั้นว่า ไม่ทราบตัวเลข 6 บาทล่วงหน้า โดยเพิ่งได้รับโทรศัพท์แจ้งจากรมว.พลังงานในเวลาประมาณ 21.00 น. กว่าๆ ก่อนจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ และนายกรัฐมนตรี ก็เพิ่งทราบเรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้ลาออกจากการเป็นผู้บริหารของบริษัทมานานถึง 23-24 ปีแล้ว ปัจจุบันเป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายหนึ่งเท่านั้น และน้องชายเป็นผู้บริหารสูงสุด นอกจากนี้ PT เป็นบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) บริหารงานอย่างอิสระ ตนไม่สามารถเข้าไปชี้นำหรือสั่งการใดๆ ได้ พร้อมท้าให้ผู้ที่วิจารณ์รอพิสูจน์จากผลประกอบการไตรมาสที่ 1 และผลประกอบการรวมต่อปีของบริษัท ว่าจะมีกำไรก้าวกระโดดผิดปกติอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่

ส่วนของปั๊ม PT ที่มีน้ำมันขายในขณะที่ปั๊มอื่นขาดแคลนช่วงแรกนั้น นายพิพัฒน์อธิบายว่า PT เป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 ที่ไม่มีโรงกลั่นของตนเอง จึงต้องทำสัญญาซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นหลายแห่งเพื่อกระจายความเสี่ยง เช่น ไทยออยล์, IRPC, บางจาก เมื่อเกิดวิกฤต ผู้บริหารจึงต้องเร่งเจรจากับทุกโรงกลั่นให้ปล่อยน้ำมันตามโควตาขั้นสูงสุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อแฟรนไชส์กว่า 2,000 แห่ง

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ไม่เชื่อว่ามีไอ้โม่งรายใหญ่กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร แต่เกิดจากปัจจัย 2 ส่วน คือบริษัทขนส่งและไซต์งานก่อสร้างปกติจะสั่งน้ำมันมาเติมในแท็งก์แบบพอใช้ แต่เมื่อเกิดความไม่แน่นอน ทุกแห่งจึงสั่งเติมเต็มแท็งก์สำรองเอาไว้เพื่อป้องกันปัญหา และพฤติกรรมประชาชนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ขับรถจนน้ำมันเกือบหมดจึงค่อยเติม เปลี่ยนมาเป็นน้ำมันลดลงเพียงขีดเดียวก็รีบเข้าปั๊มเพื่อเติมให้เต็มถังทันที เมื่อรถยนต์นับล้านคันทำพร้อมกัน จึงเกิดเป็นกองทัพมด ที่ทำให้น้ำมันหายไปจากระบบวันละหลายสิบล้านลิตร

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 1 บาท โดยรอ กกต. อนุมัติ และนายกรัฐมนตรีได้ส่งการบ้านให้สมาคมโรงกลั่นพิจารณาปรับลดค่าการกลั่น เพื่อช่วยเหลือประเทศ หากปฏิเสธ รัฐบาลอาจต้องนำมาตรการทางกฎหมายอย่าง “ภาษีลาภลอย” มาบังคับใช้กับกำไรส่วนเกิน ซึ่งนายพิพัฒน์ได้เสนอแนวทางนี้ให้กระทรวงการคลังไปศึกษาแล้ว

“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ตั้งเพดานอุดหนุนจนติดลบไว้ที่ 120,000 ล้านบาท และรัฐบาลยังมีเครื่องมือทางภาษีสรรพสามิตเหลือให้ใช้เล่นต่อได้อีกประมาณลิตรละ 5-6 บาท อย่างไรก็ตาม หากใช้เครื่องมือทุกอย่างจนหมดแล้วสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ราคาจะเท่าไหร่ก็ต้องเป็นไปตามนั้น คือต้องปล่อยให้ลอยตัว”

เมื่อถามถึงโอกาสที่ราคาน้ำมันดีเซลจะพุ่งไปถึงลิตรละ 50 บาท นายพิพัฒน์ตอบว่า “ผมว่าไปถึง ถ้าเหตุการณ์ยังไม่จบ” โดยให้เหตุผลว่าราคาพลังงานต้องอิงตามตลาดสิงคโปร์และประเมินเปรียบเทียบกับมาเลเซียเป็นหลัก ซึ่งแม้แต่มาเลเซียที่เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันยังไม่สามารถอั้นราคาไว้ได้

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ได้เตรียมแผนสำรองสูงสุดโดยจัดเตรียมรถบรรทุกน้ำมันเคลื่อนที่ไปจอดสแตนด์บายตามจุดพักรถและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ยืนยันว่าช่วงสงกรานต์น้ำมันจะไม่ขาดสถานีบริการอย่างแน่นอน “ไม่มีก็ต้องด่าผมอยู่แล้ว ผมก็รับอยู่แล้ว ผมมีหน้าที่ที่ต้องไปบริหารจัดการร่วมกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ทุกราย”


ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

#ลนกกต.ไฟเขยวลดภาษนำมน1บ #พพฒนกางแผนชวยภาคขนสง #โตครหาอนไซดเออปมPT #ไรไอโมงตนเกงกำไร

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่