
‘อนุทิน’ขอโทษวิกฤตน้ำมันขอปรับวิถีชีวิต-รับมือสงคราม
หมายเหตุ – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน Meet the Press “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” เพื่อร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์และแนวทางการรับมือของภาครัฐ หลังผ่าน 1 เดือนของวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพประชาชน ที่ทำเนียบรัฐบาล
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้เรียนเชิญคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกท่านให้มาพบปะกับพี่น้องประชาชน และยังมีผู้บริหารของหน่วยงานราชการรัฐวิสาหกิจที่พร้อมที่จะให้คำชี้แจง เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดและคลายความสงสัยให้กับพี่น้องประชาชนสำหรับสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางในตอนนี้ 1 เดือนแล้วทุกประเทศในโลกนี้ก็ประสบปัญหาความมั่นคงทางพลังงานอย่างเท่าเทียมกันแทบทุกประเทศ ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก หลายประเทศมีสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมัน และทุกประเทศก็ได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนในประเทศได้ร่วมกันประหยัดพลังงาน จนถึงตอนนี้ก็ถือว่าสถานการณ์ยังมีความทรงตัวอยู่ มีความพยายามริเริ่มการเจรจาระหว่างประเทศคู่ขัดแย้ง แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณที่เป็นบวกอย่างชัดเจน
ดังนั้นหมายความว่าทั้งโลกก็ยังคงจะต้องปรับตัว เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ เพื่อสามารถที่จะยืนระยะให้ได้ พี่น้องประชาชนได้รับการขอให้ร่วมมือปรับวิถีชีวิต พร้อมกับการที่เราจะต้องมีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะยืดเยื้อยาวนาน และรัฐบาลจะต้องมีการปรับแนวทางในการบริหารตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวันเช่นกัน
ในช่วงเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนมีนาคม ต้องขออภัยและขอโทษพี่น้องประชาชนต่อความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นจากการบริหารราคาน้ำมันเราตัดสินใจใน 15 วันแรกที่จะพยุงราคาน้ำมันไว้ เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชน ให้ประชาชนได้มีการปรับตัว
แน่นอนตอนแรกที่เกิดเหตุการณ์จากการติดตามข่าว เราก็คิดว่าการสู้รบเช่นนี้เป็นการสู้รบที่ไม่ยาวนาน แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ดูแล้วน่าจะไม่จบเร็ว รัฐบาลก็จะต้องดำเนินการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา แลปรับมาตรการให้เหมาะสม เน้นการประคับประคองลดผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่มีรายได้น้อย กลุ่มเกษตรกรกลุ่มผู้ประกอบการที่ใช้น้ำมันขนส่งประมง อุตสาหกรรม เพื่อที่จะทำให้การดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดจนค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อยให้ดีที่สุดเท่าที่รัฐบาลจะทำได้
ซึ่งในส่วนของแนวทางการรับมือ ทุกฝ่ายได้ทุ่มเทความพยายามอย่างสุดความสามารถ ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศใช้เวลาและความพยายามในการเจรจากับประเทศอิหร่าน จนในที่สุดก็สามารถทำให้ประเทศอิหร่านอนุญาตให้เรือขนส่งน้ำมันของไทยสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ซึ่งความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้ก็จะทำให้ความกังวลในเรื่องของน้ำมันดิบลงได้ เราสามารถสร้างความมั่นใจได้มากขึ้นว่าในเรื่องของระบบการขนส่งก็จะไม่มีปัญหา อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อตอนต้นเดือนมีนาคม
ส่วนเรื่องของสถานการณ์น้ำมันขณะนี้ถือว่าสถานการณ์ที่เรียกว่าน้ำมันชอร์ตหรือขาดแคลนน้ำมันหน้าปั๊มในบางพื้นที่ เริ่มมีการคลี่คลายลงมาแล้ว ถึงแม้ว่าเรายังสามารถผลิตได้เท่าเดิม และนำเข้าน้ำมันได้อยู่อย่างต่อเนื่อง มีสำรองน้ำมันเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่เราก็ไม่ได้ประมาท เราได้แก้ไขสถานการณ์โดยการเพิ่มรอบและเวลาในการขนส่ง แม้กระทั่งการอัดฉีดน้ำมันสำรองเข้าไปในระบบ เพื่อให้รองรับกับความต้องการในประเทศของประชาชนที่อยู่ในภาวะตื่นตระหนก ต้องการที่จะสำรองหรือตุน ซึ่งไม่ได้บอกว่ากักตุน แต่การตุนก็ถือว่าเป็นสิทธิของประชาชนที่จะสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ทำให้ความต้องการปริมาณน้ำมันมากยิ่งขึ้น เราก็ไม่อยากไปเบรกประชาชน เพราะประชาชนก็ยังมีความตื่นตระหนกอยู่ เราจึงนำน้ำมันสำรองอัดฉีดเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันเรามีการปราบปรามเรื่องของทำผิดกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ดำเนินคดี และล่าสุดคือการตรึงราคาที่มีผลชัดเจนที่ทำให้เกิดการลดการลักลอบนำเข้าน้ำมันหรือส่งน้ำมันเถื่อนออกขาย เพื่อทำกำไรและเป็นการลดภาระของกองทุนน้ำมันที่ติดลบด้วย
คำว่าหยุดตรึงราคานี้ต้องขอทำความเข้าใจว่ายังไม่เท่ากับการลอยตัวเหมือนในหลายประเทศ ประเทศไทยเราโดยรัฐบาลไทยเรายังคงใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนอยู่ แต่ในอัตราส่วนที่น้อยลงจากที่เราอุดหนุนไปถึงลิตรละ 24 บาท หมายถึงน้ำมันดีเซลที่ให้ประชาชนใช้ทั่วประเทศทุกลิตรอุดหนุนถึงลิตรละ 24 บาท แต่เมื่อมีการหยุดตรึงราคาแล้ว เราปล่อยให้มันลอยตัวไปตามกลไกของตลาดโลก สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อราคามันใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน ความพยายามของคนที่จะใช้โอกาสลักลอบนำน้ำมันไปขายนอกประเทศก็จะไม่คุ้มค่า เขาก็ไม่ทำ
ดังนั้นรัฐก็สามารถลดอัตราการอุดหนุนจากลิตรละ 24 บาทในราคาปัจจุบันมาเป็นลิตรละ 16 บาท ซึ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและประหยัดงบประมาณในการนำมาอุดหนุนราคาน้ำมัน ซึ่งเราใช้เฉลี่ย ณ วันนี้ 82 ล้านลิตร ทั้งที่ในสภาวะปกติคือก่อนถึง
วันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา ก่อนมีสงครามเราใช้เพียง 67 ล้านลิตรต่อวัน
ฉะนั้นตรงนี้เรากำลังที่จะต้องปรับให้มันลดลงไปสู่สภาวะปกติให้ได้ ต้องขอเรียนย้ำประชาชนว่าก่อนเกิดการขัดแย้งทางตะวันออกกลาง ประชาชนได้ใช้น้ำมันดีเซลเพื่ออุตสาหกรรมต่างๆ อยู่ที่ 67 ล้านลิตร นั่นคือสภาวะที่ยังไม่ได้มีการรณรงค์ให้เกิดการประหยัดน้ำมัน
ดังนั้นวันนี้รัฐบาลยืนยันว่าถ้าเราเพียงแต่กลับไปถึงจุด 67 ล้านลิตร เราสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ จนถึงสงกรานต์จะว่าไปแล้วทั้งปีก็ได้ ฉะนั้นตรงนี้รัฐบาลอยากขอความร่วมมือประชาชนส่วนที่เกินขึ้นไปถึงวันละ 85 ล้านลิตร เกิดจากความตื่นตระหนกและความกังวล
แต่ขอให้มั่นใจว่าไม่ต้องตื่นตระหนกและกังวลน้ำมันที่ใช้ในประเทศตามความต้องการของประชาชนมีให้ประชาชนใช้ได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับผู้มีรายได้น้อยเป็นลำดับแรก กระทรวงพาณิชย์มีสินค้าในโครงการไทยช่วยไทย หรือร้านธงฟ้า นำสินค้าเหล่านี้ออกมาให้ประชาชนทั่วไปได้ซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดเป้าหมายคือให้ต่ำกว่า 25% ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้
สุดท้ายนี้ขอให้พวกเราสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน และขอความร่วมมือร่วมใจประชาชนทุกภาคส่วนในการช่วยกันสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นหูเป็นตาร่วมกันกับรัฐบาลในการสอดส่องพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ที่ทำให้เกิดการเอาเปรียบประชาชนในเรื่องของการค้าน้ำมัน หรือการละเมิดมาตรการสินค้า พวกท่านสามารถแจ้งเบาะแสรัฐบาลจะใช้กลไกต่างๆ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปจับกุม ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและดำเนินคดีโดยฉับพลัน และที่สำคัญรัฐบาลขอให้พวกเราทุกคนช่วยกันสร้างความมั่นใจ และสร้างความมั่นคงในเรื่องของพลังงานน้ำมันให้เพิ่มมากขึ้น เรามาช่วยกันปรับวิถีชีวิต เพื่อการประหยัดพลังงาน เราจะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้แน่นอน
ขอยกตัวอย่างว่าเรามี 10 ล้านครอบครัวที่ใช้น้ำมันและพลังงานต่างๆ ในการดำรงชีวิต หาก 1 ครอบครัวลดการใช้น้ำมันเพียงครอบครัวละ 1 ลิตร ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันประเภทไหน ประเทศไทยก็จะลดการใช้น้ำมันได้ถึงวันละ 10 ล้านลิตรทันที เท่ากับลดการนำเข้าและเพิ่มสำรองวันละ 10 ล้านลิตร และสามารถลดภาระชดเชยจากภาครัฐได้ 20 บาทต่อลิตร ถ้าพวกเราลดได้ประมาณ 10 ล้านลิตรต่อวัน รัฐบาลประหยัดน้ำมันในกองทุนน้ำมันได้ถึง 200 ล้านบาทต่อวัน
ดังนั้นโดยรวมก็คือถ้าเราร่วมกันลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้น้ำมันเพียง 1 ลิตรเท่านั้น เราจะเซฟเงินได้วันละ 600 ล้านบาท สามารถนำไปเพิ่มมาตรการในการช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ เช่น มาตรการคนละครึ่งก็จะออกมาทันที เพื่อให้ประชาชนได้มีทางเลือกในการที่จะใช้ค่าใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่เราอยู่ในสถานการณ์วิกฤตการณ์ทางด้านน้ำมัน
ถ้าเราร่วมมือร่วมใจกันเราก็จะสามารถผ่านวิกฤตนี้ไปได้แน่นอน สงกรานต์นี้ได้เรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ได้ถามหลายจังหวัดและได้ไล่จี้ โดยผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดบอกว่าสามารถควบคุมไม่ให้เกิดการชอร์ตหรือการขาดน้ำมันในแต่ละจังหวัดได้ ซึ่งประชาชนเดินทางกลับบ้านช่วงสงกรานต์นำรถเข้าไปเติมน้ำมันในปั๊มได้ตลอดไม่ต้องกลัวว่าจะกลับไม่ถึงบ้าน เพราะทุกจังหวัดได้รับข้อสั่งการว่าจะต้องบริหารจัดการปั๊มน้ำมันที่อยู่บนถนนสายหลักว่าปั๊มน้ำมัน จะต้องมีน้ำมันบริการอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ยืนยันกับผมว่า สถานการณ์การจ่ายน้ำมันที่ปั๊มมากขึ้นแล้ว และในส่วนของจ๊อบเบอร์ที่นำน้ำมันไปขายยังชุมชนหรือโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ทุกวันนี้ได้ราคาที่ไม่แตกต่างจากราคาปั๊ม
มีการพูดกันว่าน้ำมันเหล่านี้ไม่ใช่ของรัฐ แต่เป็นของ ปตท. เป็นของโรงกลั่น เป็นของบริษัทมหาชน ผมยืนยันว่าเขาถูกสำรองโดยกฎหมาย เมื่อสำรองแล้ว ถ้ามีความจำเป็นจะต้องใช้รัฐมีอำนาจที่จะเข้าไปดำเนินการใช้น้ำมันสำรองและมีอำนาจในการควบคุมน้ำมันสำรอง ฉะนั้นฝากประชาชนให้เข้าใจด้วยว่าบางทีเวลาคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์และสร้างข้อความที่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจจะด้วยวัตถุประสงค์ใดก็แล้วแต่ ขอให้ประชาชนได้มั่นใจว่ารัฐได้คำนึงถึงปัจจัยเหล่านั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
การสำรองน้ำมันที่มีทุกเกรดในประเทศไทยคือสำรองตามกฎหมายที่เราบังคับให้เขาต้องสำรอง และเราสามารถนำน้ำมันสำรองนี้ไปบริหารจัดการได้ตามคำสั่งของรัฐไม่ว่าจะเป็นของบริษัทใดก็ตาม ขอให้ประชาชนได้เข้าใจตรงนี้ด้วย รัฐบาลพร้อมที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่ต่อไป เพื่อทำให้สถานการณ์ทั้งหมดและความกังวลทั้งหมดของประชาชนค่อยๆ ลดลงไป
ทั้งนี้ ในช่วงสงกรานต์นี้ ขอให้ประชาชนเดินทางกลับบ้านได้ใช้บริการขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น จะยิ่งเป็นการเพิ่มความมั่นใจในการใช้น้ำมันอย่างเพียงพอ
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#อนทนขอโทษวกฤตนำมน #ขอปรบวถชวตรบมอสงคราม


