
เอกนิติ กาง 3 แผน ยกระดับ SME ไทย เปิดตลาด-ปลดล็อกทุน-ทรานส์ฟอร์มอุตไทย
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานสัมมนา “FTI REINVENT THAILAND” ซึ่งจัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ว่ากลุ่มผู้ประกอบการ SME คือเสาหลักที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ การจะยกระดับเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามความเปราะบางสู่ความยั่งยืนได้นั้น จำเป็นต้องอาศัย “ความร่วมมือเชิงระบบ” ระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้ SME เข้าถึงโอกาสใน 3 ด้านหลัก คือตลาด แหล่งเงินทุน และการปรับตัวสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนอย่างชัดเจน เพราะการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจครั้งใหญ่ไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันจริงระหว่างรัฐและเอกชน รวมถึงการรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำไปสู่มาตรการที่ทำได้จริงและเกิดผลในทางปฏิบัติ ดังนี้
นายเอกนิติกล่าวว่า ด้านแรกคือการ “เปิดตลาด” รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มแต้มต่อให้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand) ผ่านระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้รายเล็กสามารถแข่งขันได้จริง ในระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ปัจจุบันภาครัฐได้ผลักดันมาตรการให้แต้มต่อแก่ผู้ประกอบการไทยในระดับหนึ่งแล้ว และกำลังเดินหน้าต่อในรายละเอียดเชิงปฏิบัติ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐเป็นแรงหนุนต่อภาคการผลิตในประเทศอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญคือ ต้องมีความร่วมมือจากสภาอุตสาหกรรมและสมาคมต่าง ๆ ในการช่วย “คัดกรอง” ผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ เพื่อป้องกันปัญหาการสวมสิทธิหรือการอ้างตัวเป็น SME ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการตัวจริง
นายเอกนิติกล่าวว่า นอกจากตลาดภาครัฐแล้ว รัฐบาลต้องการขยายแนวคิดนี้ไปสู่ตลาดของภาคเอกชนรายใหญ่ด้วย โดยจะออกแบบแรงจูงใจเพิ่มเติม เช่น มาตรการภาษี หรือสิทธิประโยชน์บางอย่าง เพื่อจูงใจให้บริษัทขนาดใหญ่ดึง SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มากขึ้น เพราะในโลกธุรกิจใหม่ ผู้ประกอบการรายเล็กไม่สามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยว แต่ต้องเติบโตไปพร้อมกับผู้เล่นรายใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ
นายเอกนิติกล่าวต่อว่า ในด้านที่สอง คือการปลดล็อก “ทุน” ปัญหาสำคัญของ SME ไทยคือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยังจำกัด เนื่องจากสถาบันการเงินมองว่ามีความเสี่ยงสูง จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบใหม่ โดยใช้แนวทาง Supply Chain Financing ที่อาศัยความน่าเชื่อถือของบริษัทแม่หรือคู่ค้ารายใหญ่ เป็นฐานในการขยายสินเชื่อไปยังผู้ประกอบการรายเล็ก พร้อมกันนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และภาคธนาคาร เพื่อออกแบบกลไกค้ำประกันและลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายเอกนิติกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาระบบข้อมูลดิจิทัลที่สามารถตรวจสอบได้จริง โดยผลักดันให้ข้อมูลทางธุรกิจ การค้า และภาษีของ SME เข้าสู่แพลตฟอร์มกลาง เพื่อลดปัญหาข้อมูลไม่ถูกต้องและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งจะช่วยให้ SME มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้นและหลากหลายขึ้น
ส่วนด้านที่สาม นายเอกนิติกล่าวว่า คือการเร่ง “ทรานส์ฟอร์ม” ภาคอุตสาหกรรมไทยให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง โดยมองว่าไทยยังมีโอกาสจากกระแสการย้ายฐานการลงทุนและความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในสาขาเกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์ และอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ
นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม การดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเชื่อมโยงให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและเปิดโอกาสให้ SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานได้ รัฐบาลจึงมีแนวคิด “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทขนาดใหญ่สนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็ก ควบคู่กับการพัฒนาเครื่องมือสนับสนุน เช่น กองทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนธุรกิจและการยกระดับเทคโนโลยี
นายเอกนิติกล่าวยอมรับว่า มาตรการสนับสนุนบางส่วนยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการเข้าถึงของผู้ประกอบการรายเล็กที่ขาดเงินทุนตั้งต้น อีกทั้งมาตรการจำนวนมากยังอยู่ในลักษณะการสนับสนุนภายหลังโครงการแล้วเสร็จ ทำให้ SME ไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริง ดังนั้น จำเป็นต้องปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของธุรกิจ และเปิดโอกาสให้ภาคธนาคารเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
นายเอกนิติเผยว่า พร้อมกันนี้ รัฐบาลเตรียมบูรณาการเครื่องมือสนับสนุนทั้งหมด ทั้งด้านตลาด เงินทุน ภาษี การค้ำประกันสินเชื่อ และการส่งเสริมการลงทุน ให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้ผ่าน “ช่องทางเดียว” เพื่อลดความซ้ำซ้อนและต้นทุนในการติดต่อหลายหน่วยงาน รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
นายเอกนิติกล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐและเอกชน แต่การเติบโตในระยะต่อไปต้องกระจายประโยชน์ไปสู่ผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนฐานราก โดยรัฐบาลจะเดินหน้านโยบายยกระดับศักยภาพ SME ผ่านการนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์และบริหารธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน หากทุกภาคส่วนร่วมกันเปิดตลาด เติมทุน เชื่อมโยงซัพพลายเชน และปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นจังหวะสำคัญในการยกระดับ SME ไทยให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#เอกนต #กาง #แผน #ยกระดบ #SME #เปดตลาดปลดลอกทนทรานสฟอรมอตสาหกรรม #รบศก.ยคใหม


