ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศข่าวสำคัญผ่านทรูธโซเชียลว่า ผู้นำของอิสราเอลและเลบานอนมีกำหนดการหารือร่วมกันในวันที่ 16 เมษายนนี้ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เนื่องจากเป็นการพูดคุยโดยตรงกันเป็นครั้งแรกในรอบ 34 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง “พื้นที่หยุดพัก” ท่ามกลางวิกฤตสงครามที่ทวีความรุนแรง
ความเคลื่อนไหวสู่ข้อตกลงหยุดยิง
รายงานระบุว่า คณะรัฐมนตรีอิสราเอลได้ประชุมเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการประกาศหยุดยิงในเลบานอน หลังจากปฏิบัติการทางทหารต่อสู้กับกลุ่มเฮซบอลลาห์ดำเนินมานานกว่า 6 สัปดาห์ ขณะที่นางคาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว แสดงความมั่นใจว่ามีโอกาสสูงที่จะบรรลุข้อตกลง
บทบาทของปากีสถานและยุทธศาสตร์โลก
การเจรจาในครั้งนี้มีปากีสถานเป็นตัวกลาง โดยพลเอกอัสซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน ได้เดินทางถึงกรุงเตหะรานเพื่อลดช่องว่างระหว่างคู่ขัดแย้ง ซึ่งประเด็นสำคัญนอกจากการยุติศึกในเลบานอนแล้ว ยังรวมถึงข้อตกลงที่จะนำไปสู่การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันโลกอีกด้วย
สถานการณ์ภาคสนามยังคงตึงเครียด
แม้จะมีความหวังทางการทูต แต่การปะทะในพื้นที่ยังคงดุเดือด โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:
- มีการปะทะรุนแรงในเมืองบินต์จเบล ทางตอนใต้ของเลบานอน โดยมีการใช้เครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์โจมตี
- เครื่องบินเจ็ตอิสราเอลทิ้งระเบิดเมืองเทบนีน ส่งผลให้โรงพยาบาลได้รับความเสียหายหนัก
- อิสราเอลยังคงเดินหน้าสร้าง “เขตกันชน” ในพื้นที่ปฏิบัติการภาคพื้นดิน
ความขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างมหาศาล โดยมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 2,000 ราย และประชาชนต้องพลัดถิ่นมากกว่า 1 ล้านคน
ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลก
ความคาดหวังเรื่องการหยุดยิงส่งผลให้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนเชื่อมั่นว่าสงครามที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์อาจใกล้สิ้นสุด ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเริ่มทรงตัวจากความหวังในการคลี่คลายความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย


