
รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลทันที ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 สมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา หากดูตามรายชื่อโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ปรากฏผ่านสื่อ ครม.อนุทิน ทั้ง 35 คน ถือว่าสะเด็ดน้ำลงตัว ครบทุกตำแหน่งแบ่งเป็น พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล รับผิดชอบกระทรวงเกรดเอ รวม 27 ตำแหน่ง
ขณะที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้รับโควต้า 8 เก้าอี้ แยกเป็นรัฐมนตรีว่าการ 5 และรัฐมนตรีช่วย 3 เก้าอี้ แม้รายชื่อว่าที่รัฐมนตรีชุดใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นรัฐมนตรีหน้าเดิมจาก “ครม.อนุทิน 1”
แต่ตามกระบวนการทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ต้องส่งรายชื่อและประวัติเพื่อไปตรวจสอบคุณสมบัติกับ 18 หน่วยงานเพื่อคัดกรองคุณสมบัติอีกครั้ง เมื่อตรวจสอบเสร็จ หน่วยงานเหล่านั้นจะต้องส่งกลับมาที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก่อนส่งต่อให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ก่อนจะส่งรายชื่อ ครม.ทั้งหมดเพื่อให้นายกฯนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งต่อไป
แม้ล่าสุดมีรายงานว่าชื่อของ “สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” จากพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ปรากฏข่าวว่าจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่อาจไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ เนื่องจากถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกกรณีถูกแจ้งข้อกล่าวหา ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด ในคดีบุกรุกที่ทำเลเลี้ยงสัตว์หาดสวนยา ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เนื้อที่กว่า 16 ไร่ และอาจส่ง “นิกร โสมกลาง” ส.ส.นครราชสีมา พรรค พท. ในฐานะคนใกล้ชิดเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีแทนซึ่งส่งผลต่อกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติที่ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น
เมื่อ ครม.ชุดใหม่จัดตั้งล่าช้าตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ส่งผลให้รัฐบาลรักษาการ ที่ยังไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศต้องเผชิญกับสภาวะสุญญากาศทางการเมือง แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือการควบคุมอย่าง สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางระหว่างกองทัพสหรัฐอเมริกา ที่ผนึกกำลังกับกองทัพอิสราเอล สู้รบกับประเทศอิหร่าน ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะจบลงเมื่อใด ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกเพิ่มสูงขึ้น เกิดผลกระทบต่อราคาพลังงานในประเทศไทย จนต้องปรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศสูงขึ้น โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบในการปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาน้ำมันทั้งสองชนิดข้างต้นปรับราคารวดเดียวลิตรละ 6 บาท โดยราคาน้ำมันดีเซล ขึ้นมาอยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร และน้ำมันเบนซิน ขึ้นมาอยู่ที่ 41.05 บาทต่อลิตร
จนเกิดสภาวะ “ออยล์ช็อก” กระทบต่อปัจจัยการผลิตทุกภาคส่วน จนส่งผลต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ
แม้รัฐบาลรักษาการนำโดย นายกฯ จะเรียกประชุม ครม.นัดพิเศษ พร้อมกับเห็นชอบ 7 มาตรการเพื่อช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น อาทิ การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต, การเติมเงินให้กับกลุ่มเปราะบางคนละ 100 บาทต่อเดือน จากเดิม 300 บาท เป็น 400 บาทต่อเดือน ในระยะเวลา 1 เดือน, โครงการธงเขียว สนับสนุนปุ๋ย ลดต้นทุนให้กับภาคเกษตรกร, เกษตรกรกลุ่มประมง จะได้รับการเยียวยาโดยใช้น้ำมัน B20, เตรียมวงเงินซอฟต์โลน (Soft Loan) ประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายย่อย
หลายมาตรการของ ครม.นัดพิเศษ ที่มีมติให้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ตามกฎหมาย เนื่องจากติดล็อกเงื่อนไขการเป็นรัฐบาลรักษาการ มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการขออนุมัติงบประมาณมาใช้บริหารประเทศจำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียก่อนตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งต้องใช้เวลาพิจารณาตามขั้นตอนของ กกต.อยู่พอสมควร
ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 กำหนดว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167 (2) และต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ตามมาตรา 168 ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(1) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพัน ต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เว้นแต่ที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี
(2) ไม่แต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำหรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน
(3) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน
(4) ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
การตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 ตามไทม์ไลน์แม้จะมีปัจจัยหนุนที่ดูเหมือนจะตั้งรัฐบาลได้เร็ว นับตั้งแต่มีการรับรองผลการเลือกตั้งเร็วกว่า 60 วัน ซึ่ง กกต.ใช้เวลาเพียง 17 วัน พร้อมกับกระแสข่าวที่ว่าแกนนำพรรค ภท.ต้องการจัดตั้งรัฐบาลให้เสร็จก่อนเทศกาลสงกรานต์ แต่เนื่องจากต้องมีขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติของว่าที่รัฐมนตรี การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 162 กำหนด เพื่อที่รัฐบาลจะได้มีอำนาจตามบริหารประเทศตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดได้ ระหว่างนี้ที่รัฐบาลรักษาการยังไม่มีอำนาจเต็ม แม้จะมีปัจจัยภายนอกอันมาจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ การสู้รบของประเทศต่างๆ จนส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ที่ต้องการรัฐบาลมีอำนาจเต็มเข้ามาแก้ปัญหาให้ประชาชนแบบทันท่วงที ไม่ต้องให้ประเทศอยู่ในสภาวะสุญญากาศ เนื่องจากรัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ อันเป็นผลจากที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้
แม้จะมีช่องทางด่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 วรรคสาม ที่เปิดช่องให้ ครม.ชุดใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ได้ก่อนที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ครม.ชุดดังกล่าว
ท้ายที่สุดการตั้งรัฐบาลหากมีเหตุล่าช้าอันมาจากปัจจัยที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เพื่อไม่ให้ประเทศต้องอยู่ในสภาวะสุญญากาศนานเกินไป อาจมีเหตุผลเพียงพอให้ทุกฝ่ายต้องมีฉันทมติร่วมกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#กบดก #รธน.ลอก #ปจจยตง #รบ.ชา #สญญากาศยาว


