มาแรง! ปชป.เปิดแพลตฟอร์ม จับตา เช็กราคาสินค้า กรณ์จี้รบ.บริหารพลังงานโปร่งใส วุ่นวายอยู่ประเทศเดียวในโลก

0
0
E0B881E0B8A3E0B893E0B98C E0B888E0B8B5E0B989E0B89AE0B8A3E0B8B4E0B8AB
E0B881E0B8A3E0B893E0B98C E0B888E0B8B5E0B989E0B89AE0B8A3E0B8B4E0B8AB

‘ประชาธิปัตย์’ เปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘จับตา’ สแกนราคาสินค้าแบบตรงจุด หวังช่วยแก้ปัญหาราคาพลังงาน ‘กรณ์’ จี้รัฐบาลแจงน้ำมันหายไปไหน ทั้งที่ตรวจสอบได้ทุกหยุด บี้คุมราคา ไม่ให้ใช้ข้ามกลุ่ม ซัดปัญหาคือความชัดเจน-โปร่งใส ไม่เป็นมืออาชีพ ในการจัดการ เตรียมยื่นญัติด่วนเข้าสภา 25 มี.ค.ถกปัญหาพลังงาน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 11 มีนาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนางการดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวเรื่องการนำดิจิทัล (Digital ) มาแก้ปัญหาต่อการขึ้นราคาสินค้า ในสถานการณ์ปัจจุบัน

นายกรณ์กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาทีมงานได้เช็กกับปั๊มน้ำมันในต่างจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่มีความเดือดร้อนมากเป็นพิเศษ พบว่าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ปริมาณน้ำมันที่ส่งให้ปั๊มยังอยู่ในปริมาณต่ำกว่าปกติค่อนข้างมาก หรือประมาณครึ่งหนึ่งของความต้องการ ฉะนั้น ประชาชนยังมีความเดือดร้อนในการเติมน้ำมันต่อการใช้งาน เรื่องนี้ต้องมีคำตอบโดยเร็ว เพราะที่ผ่านมารัฐบาลยืนยันว่าปริมาณน้ำมันในประเทศมีเพียงพอและยังได้สั่งให้โรงกลั่น กลั่นน้ำมันในปริมาณที่สูงขึ้นถึง 104%

นายกรณ์กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบปริมาณการส่งออกน้ำมันพบว่าน้อยลงกว่าปกติจากประมาณ 200,000 ลิตร/วัน เหลือ 50,000 ลิตร/วัน จึงเกิดคำถามว่าน้ำมันหายไปไหน แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ขณะที่ทุกปั๊มน้ำมันรายงานตรงกันว่าคลังน้ำมันส่งน้ำมันให้น้อยกว่าระดับปกติ หรือความต้องการปกติ จึงขอให้รัฐบาลเร่งรีบตรวจสอบ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะในอดีตก็เคยมีการตรวจสอบน้ำมัน แต่เหตุใดวันนี้รัฐบาลจึงไม่มีคำตอบ

นายกรณ์กล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญคือราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า เพราะน้ำมันส่งผลต่อต้นทุนทั้งในภาคการผลิตและการขนส่ง ดำเนินรัฐบาลต้องระมัดระวังไม่ให้มีการปรับขึ้นละราคาสินค้าในรูปแบบที่เป็นการฉวยโอกาส ส่วนกรณีที่จำเป็นต้องปรับราคาเนื่องจากต้นทุนสูงขึ้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่รัฐบาลต้องตระหนักว่ามีสินค้าประเภทไหนบ้างที่รอคิวจะปรับขึ้นราคาเพื่อออกมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนอย่างทันท่วงที โดยสินค้าที่ประชาชนกังวลในขณะนี้คือปุ๋ยเคมี สินค้าที่พึ่งพาการใช้พลาสติก สินค้าอุปโภคบริโภค มีความจำเป็นหรือไม่ที่ราคาน้ำมันปาล์มต้องปรับขึ้น

“เมื่อไม่นานมานี้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ประกาศควบคุมราคาสินค้าบางประเภท ถ้าพูดตามตรงทำให้ประชาชนมีคำถาม มากกว่าความชัดเจนว่าสินค้าที่ประกาศมาทั้ง 6-7 ชนิด ทั้งกระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน สบู่ก้อน สบู่เหลว ประชาชนได้รับความเดือดร้อนแล้วจริงหรือไม่ แล้วสินค้าประเภทก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันเชื้อเพลิง ปุ๋ยเคมี ยารักษาโรค ซึ่งบางชนิดเริ่มขาดตลาด เหล่านี้เหตุใดจึงไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะเข้ามากำกับดูแลเพื่อคุ้มครองประชาชนอย่างไร” นายกรณ์กล่าว

ขณะที่นางการดีกล่าวว่า ปัญหาขาดแคลนน้ำมันที่หาคำตอบไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน มีไอ้โม้ง หรือไอ้เม้ม อยู่ที่ไหน แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเมื่อราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างแน่นอน และส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนที่ลำบากอยู่แล้วให้ลำบากขึ้นเรื่อยๆ พรรคจึงขอเปิดตัวแพลตฟอร์ม “จับตา” เครื่องมือดิจิทัลที่จะเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากการเป็นผู้ได้รับผลกระทบ ให้มาเป็น “ผู้ร่วมตรวจสอบ” และสะท้อนปัญหาแบบ Real-time ผ่านกลไก Civic Engagement ซึ่งตัวระบบเวอร์ชั่นเบื้องต้น พร้อม Dashboard แสดงผลในรูปแบบแผนที่อัจฉริยะเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยเตรียมที่จะบูรณาการเข้ากับ Line OA ของพรรค เพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้ง่ายที่สุด สามารถทดลองใช้ก่อนได้ที่ https://liff.line.me/2009555163-09I8zuzR และในวันที่ 24 มี.ค. จะได้มีการประชุมร่วมกับทีมพัฒนา ของพรรค (Tech Lab) เพื่อทดสอบระบบ (Walk-through) อย่างละเอียดอีกครั้งก่อนเปิดใช้งานจริง

นางการดีกล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญของข้อมูลจากแพลตฟอร์ฺมนี้จะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อกำหนดนโยบายช่วยเหลือแบบ “พุ่งเป้า” โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยพรรคจะนำข้อมูลทั้งหมดมาจัดเก็บและประมวลผล และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจับตาราคาสินค้า และยินดีหากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ หรือนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.การคลัง จะมาดึงข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน เพราะทราบว่ากระทรวงพาณิชย์มีการตรวจสอบราคาสินค้าอยู่แล้ว และมีการรายงานเดือนละครั้ง แต่แพลตฟอร์มนี้จะเป็นเครื่องมือเสริมการแจ้งเตือนก่อนจะเกิดความเสียหายขึ้น ซึ่งถือเป็นการจับสัญญาณชีพทางเศรษฐกิจที่ประชาชนมีส่วนร่วมและสามารถชี้เป้าพื้นที่ที่เกิดวิกฤติได้จริง

“แพลตฟอร์ม ‘จับตา’ นี้ทำให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ตรงเป้ามากขึ้น วันนี้วิกฤตเศรษฐกิจหรือสงครามได้เปลี่ยนรูปแบบไป วันนี้เราอยู่ในสงครามพลังงาน ซึ่งมีผลกระทบเป็นวงกว้าง แม้เราจะไม่ได้อยู่ในสมรภูมิรบ แต่ก็มีผลกระทบที่รุนแรงมากกว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีต” นางการดีกล่าว

เมื่อถามถึงกรณีผู้ประกอบการขออนุญาตขึ้นราคาสินค้าจำเป็นว่า เป็นหน้าที่ของหน่วยราชการที่จะต้องประเมิน นายกรณ์กล่าวว่า คำขอนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ เมื่อเทียบกับต้นทุน เพราะต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันก็จะสูงขึ้นจริง ซึ่งปฏิเสธข้อเท็จจริงไม่ได้ ที่สำคัญการกำกับไม่ให้มีการปรับราคาขึ้นในลักษณะที่สูงเกินกว่าสภาพความเป็นจริง

เมื่อถามถึงกรณีที่ระบุว่าส่งน้ำมันให้ปั๊มเพียงครึ่งเดียวนั้น สามารถตรวจสอบได้หรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า ตรวจสอบได้อยู่แล้ว ประเด็นนี้ตนและประชาชนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงขาด ทั้งที่มีการตรวจสอบได้ง่ายมาก ถ้ามีเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็ควรที่จะสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ ตอนนี้เป็นภาระมากต่อผู้ประกอบการน้ำมันที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมน้ำมันหมด รัฐบาลบอกว่าที่น้ำมันหมด เป็นเพราะประชาชนกักตุน แต่ประชาชนบอกว่าไม่ใช่ เนื่องจากวันนี้ถูกจำกัดห้ามเติมน้ำมันเกินวันละ 500 บาท และข้อเท็จจริง ถ้าฟังจากเจ้าของปั๊ม คือน้ำมันที่ได้รับส่งเข้าปั๊มต่ำกว่าระดับปกติ หลายกรณีครึ่งต่อครึ่ง จึงมีคำถามว่าน้ำมันไปอยู่ที่ไหน และ ณ วันนี้ยังไม่เห็นกระทรวงพลังงาน หรือ ปตท. ออกมาชี้แจงอะไรเลยว่าทำไมสาเหตุถึงเป็นเช่นนี้

“อย่างที่บอกไปแล้วว่าน้ำมันไม่ได้หายไปไหน เพราะการผลิตก็ผลิตเต็มที่ ต้นทุนน้ำมันดิบเรามี การผลิตน้ำมันสำเร็จรูปก็ผลิตอย่างเต็มที่ ส่งออกน้อยลง ซึ่งน้ำมันจะต้องมีเยอะกว่าปกติด้วยซ้ำไป ไม่ใช่น้อยกว่าปกติ” นายกรณ์​กล่าว

ต่อข้อถามว่า เป็นเพราะมีไอ้โม่งหรือไอ้เม้มหรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า ก็เจอกันอยู่บ้างแล้วจากอ่างทองถึงแม่สอด แต่ไม่ทราบว่ามีที่ไหนอีก คิดว่าประเด็นสำคัญ คือการตรวจเช็ก น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ รัฐบาลสามารถตามน้ำมันได้ทุกหยดอยู่แล้วว่าจากแหล่งน้ำมันดิบไปสู่การกลั่น และออกจากโรงกลั่นเท่าไหร่ไปที่ไหน มันวัดได้อยู่แล้ว ทำไมถึงยังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ จึงเชื่อว่ามีใครบางคนปกปิดข้อมูลอยู่อย่างชัดเจน แต่การที่รัฐบาลมีอำนาจอยู่ในมือสามารถ ที่จะที่จะหาข้อเท็จจริงได้อยู่แล้ว ดังนั้น ขอความโปร่งใส ก็จะทำให้ทุกคนคลี่คลายความกังวลและคำถามที่มี จากนั้น ตนเชื่อว่าทุกคนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ในการที่จะนำพาประเทศสู่ภาวะปกติ

“เป็นที่น่าสังเกตว่าวิกฤตพลังงานเป็นวิกฤตโลกก็จริง แต่สภาพความวุ่นวายเหมือนกับเกิดขึ้นแค่ที่ประเทศไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ นโยบาย ไม่ใช่ปัญหาการขาดแคลน นี่คือความอึดอัดที่ประชาชนมีก็เพราะเรื่องนี้” นายกรณ์กล่าว

เมื่อถามว่า ทำให้ตอนนี้ประชาชนมีความไม่เชื่อมั่นรัฐบาลหรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า ไม่อยากจะสรุปอะไรทั้งสิ้น เอาเป็นว่าวันนี้ประชาชนไม่พอใจกับวิธีการบริหารจัดการ การสื่อสาร และการแก้ปัญหา ในเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งขอพูดไปก่อนเลยว่าในอนาคตจะมีปัญหาเรื่องไฟฟ้าตามมา ที่เกี่ยวกับค่าไฟ เป็นประเด็นที่สังคมจะต้องถกเถียงต่อไปแน่นอน

นายกรณ์กล่าวด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นญัตติด่วนเรื่องวิกฤตพลังงานและผลกระทบที่มีต่อประชาชน รวมถึงเรื่องราคาสินค้า เข้าสู่การพิจาณษของสภาฯในวันที่ 25 มี.ค.นี้ โดยหวังว่ามีโอกาสที่จะใช้สภาให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง เราจะพูดถึงวันนี้พี่น้องประชาชนมีความเดือดร้อนมากที่สุด คือเรื่องที่เกี่ยวโยงกับวิกฤตพลังงาน และผลข้างเคียง

นายกรณ์กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีน้ำมัน 3 ราคา คือ 1.ราคาหน้าปั๊มที่ได้รับการชดเชย 2.ราคาผ่านคนกลางที่ไม่ได้มีการชดเชน 3. น้ำมันเขียวที่ขายให้กับประมงไม่ได้รับการชดเชย แต่ยกเว้นการเสียภาษี ซึ่งนโยบายน้ำมันของรัฐบาลต้องการให้มีน้ำมัน 3 ราคา สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือ การบริหารจัดการให้กลุ่มผู้ที่ควรต้องซื้อในราคาไหนก็อยู่ในราคานั้น ถ้ารัฐบาลเปิดให้มี 3 ราคา แต่หละหลวมมาก ในการบริหารจัดการ ให้มีการซื้อข้ามตลาด สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือความวุ่นวาย เพราะโดยธรรมชาติทุกคนก็จะวิ่งไปสู่ราคาที่ต่ำที่สุด ปัญหาคือความชัดเจน ความโปร่งใส ที่ไม่เป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการ


ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

#ปชป.เปดแพลตฟอรม #จบตา #เชกราคาสนคา #กรณจรบ.บรหารพลงงานโปรงใส #วนวายอยประเทศเดยวในโลก

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่