
หลังจากบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ฝ่ามรสุมความขัดแย้งกับรัฐบาลไทย ที่ยืดเยื้อมากว่า 8 ปี จากกรณีข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด กรณีเหมืองทองคำอัครา ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) กระทั่งสามารถตกลงยุติข้อพิพาทลงได้โดยสมัครใจช่วงปลายปี 2568 และจบลงอย่างเป็นทางการเมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 รับทราบข้อยุติดังกล่าว
ต่อมาช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่เหมืองแร่ทองคำชาตรี จังหวัดพิจิตร เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของบริษัท อัคราฯ โดยมอบแนวทางการบริหารจัดการที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิตของประชาชน
ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้สะท้อนถึงการก้าวข้ามความขัดแย้งภายหลังการยุติข้อพิพาทด้วยดี พร้อมปรับบทบาทกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จาก “ผู้กำกับดูแล” สู่การเป็น “ผู้บริหารจัดการทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์” โดยตระหนักถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในฐานะอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
⦁สร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทยปีละ7.7พันล้านบ.
เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลถึงการดำเนินธุรกิจเหมืองทองอัคราว่า การดำเนินงานของอัคราตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยรวมกว่า 7.7 พันล้านบาทต่อปี สร้างการจ้างงานกว่า 1,000 ตำแหน่ง ซึ่งเกือบ 90% เป็นคนในพื้นที่สามจังหวัดรอบเหมือง ตั้งเป้าให้อย่างน้อย 90% เป็นประชาชนในพื้นที่รอบเหมือง และแม้อัคราจะเป็นผู้ผลิตทองคำรายเดียวของประเทศ แต่สามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่รัฐในรูปแบบค่าภาคหลวงติดอันดับ 1 ใน 5 ของกลุ่มอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทั้งหมด
ทั้งนี้ ตั้งแต่กลับมาเปิดดำเนินการในเดือนมีนาคม 2566 จนถึงสิ้นเดือนมกราคม 2569 บริษัทได้ชำระค่าภาคหลวงแร่แล้วประมาณ 2,900 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของอุตสาหกรรมทองคำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง
“ค่าภาคหลวงแร่ผันแปรตามราคาทอง เมื่อราคาทองสูงขึ้น อัตราค่าภาคหลวงแร่ที่บริษัทต้องจ่ายก็เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วอัตราค่าภาคหลวงคิดเป็น 20% ของราคาทอง เป็นระดับที่สูงสุดในโลก” เชิดศักดิ์ระบุ
โดยนับตั้งแต่กลับมาเปิดดำเนินการ (มีนาคม 2566-กุมภาพันธ์ 2569) บริษัทชำระค่าภาคหลวงให้รัฐแล้วประมาณ 3,250 ล้านบาท (ซึ่งจัดสรรให้รัฐบาลส่วนกลาง 40% ชุมชนในพื้นที่ 50% และ อบต.ทั่วประเทศ 10%)
นอกจากนี้ บริษัทยังได้สมทบเงินเข้ากองทุนชุมชน 4 กอง ซึ่งจัดตั้งตามกรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคำ ซึ่งออกโดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อีก 22% ของค่าภาคหลวงแร่ รวมประมาณ 662 ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างต่อเนื่อง
เชิดศักดิ์กล่าวถึงผลการดำเนินงานและแผนการลงทุน ประกอบด้วย 1.ผลการผลิตปีงบประมาณ 2568 (กรกฎาคม 2567-มิถุนายน 2568) ผลิตแร่ทองได้ประมาณ 75,000 ออนซ์ และแร่เงิน 625,000 ออนซ์ 2.เป้าหมายการผลิตปีงบประมาณ 2569 คาดการณ์แร่ทองที่ประมาณ 85,000-95,000 ออนซ์ และ 3.งบลงทุนด้านโครงสร้างและเครื่องจักร ก่อนกลับมาเปิดดำเนินการเมื่อเดือนมีนาคม 2566 บริษัทได้ทุ่มงบประมาณกว่า 3,250 ล้านบาท ในการยกเครื่องซ่อมบำรุงโรงประกอบโลหกรรมและอุปกรณ์เหมืองแร่ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการกลับมาเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบ และได้มีการลงทุนพัฒนาเครื่องจักรทำเหมืองแร่อีกกว่า 1.56 พันล้านบาท
⦁กองทุนพัฒนาหมู่บ้านสร้างประโยชน์ยั่งยืน
นอกจากนี้บริษัทยังจัดตั้งกองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ หนึ่งในกลไกที่สะท้อนให้เห็นผ่านการดำเนินงานที่สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนรอบพื้นที่เหมืองอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคำโดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม
ปีงบประมาณ 2568 กองทุนได้อนุมัติโครงการพัฒนาชุมชนจำนวน 42 โครงการ รวมงบประมาณร่วม 17 ล้านบาท จากงบประมาณที่บริษัทสนับสนุนเข้ากองทุนตลอดทั้งปีจำนวน 77 ล้านบาท ทั้งนี้ ตั้งแต่บริษัทกลับมาดำเนินการในปี 2566 จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 บริษัทได้นำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่แล้วรวมทั้งสิ้น 157 ล้านบาท
ล่าสุด ที่ประชุมกองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งจัดประชุมเมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้เพิ่มการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาชุมชน โดยกำหนดวงเงินสนับสนุนให้แต่ละหมู่บ้านเพิ่มขึ้น 150% ต่อปี เป็นหมู่บ้านละ 1.2 ล้านบาท พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่แห่งละ 500,000 บาทต่อปี และสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ (องค์การบริหารส่วนตำบล 6 แห่ง) แห่งละ 5 ล้านบาทต่อปี
⦁นวัตกรรมยั่งยืนเปลี่ยนหางแร่เป็นวัตถุดิบใหม่
เชิดศักดิ์ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทกำลังศึกษาแนวทางตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยนำหางแร่กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาในประเทศไทยอย่างน้อย 3 แห่ง อยู่ระหว่างการวิจัยและทดลองนำหางแร่ไปพัฒนาเป็นวัสดุก่อสร้าง เช่น ซีเมนต์และอิฐคุณภาพสูง นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานและสถาบันวิจัยอื่นๆ ที่แสดงความสนใจในการเข้ามาศึกษาและพัฒนาแนวทางการใช้ประโยชน์จากหางแร่เพิ่มเติมอีกด้วย
โดยบริษัทมีหางแร่สะสมอยู่ประมาณ 20 ล้านตัน แนวคิดของบริษัทไม่ได้มุ่งดำเนินธุรกิจดังกล่าวเอง แต่ต้องการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้วิสาหกิจชุมชนหรือผู้ประกอบการในพื้นที่ สามารถนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ในชุมชน โดยจะมีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการ และร่วมพัฒนาโครงการอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้อีกหนึ่งในแนวทางสำคัญของอัคราคือการพัฒนาระบบการทำเหมืองที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและข้อมูลที่ตรวจสอบได้ บริษัทได้ร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ในการจัดทำระบบเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนรอบเหมือง โดยมีการตรวจสุขภาพประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรจากพื้นที่เหมืองเป็นประจำทุกปี ครอบคลุมการตรวจด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ ข้อมูลสุขภาพดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานสาธารณสุขระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตามสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
เชิดศักดิ์เน้นย้ำถึงการดำเนินงานของเหมืองทองอัคราว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่ในปัจจุบันไม่ได้ถูกวัดจากปริมาณทรัพยากรที่ผลิตได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้จริง โดย
อัคราดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาทรัพยากรของประเทศจะเกิดขึ้นอย่างสมดุลและยั่งยืน อุตสาหกรรมเหมืองแร่ถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของโลกในอนาคต
“เราขอขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศบนพื้นฐานของกฎหมายและข้อเท็จจริง” เชิดศักดิ์ทิ้งท้าย
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#รสตารตเหมองทองอครา #ความรบผดชอบพสจนดวยขอเทจจรง


