
วิกฤตน้ำมัน-ต้นทุน รัดแน่น‘เอสเอ็มอี’
เกือบ80%รอมาตรการเร่งด่วนรัฐบาล
สงครามภูมิรัฐศาสตร์สร้างหายนะเศรษฐกิจโลกจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนจำกัดวงความขัดแย้ง แม้ได้รับผลกระทบด้านพลังงาน ปุ๋ย และวัตถุดิบปัจจัยการผลิตบางส่วน แต่มิได้ลุกลามบานปลายเพิ่มขึ้น ขณะที่ปัจจุบันกรณีสงครามระหว่างสหรัฐร่วมกับอิสราเอลปะทะอิหร่านส่งผลขยายวงกว้างสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง และสร้างความขัดแย้งเลือกข้างชัดเจน รวมทั้งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจโลกปั่นป่วนผันผวนทั้งปัจจัยพลังงาน การค้า การส่งออกและนำเข้า การท่องเที่ยว การบริการ ขนส่งคมนาคม และห่วงโซ่อุปทานของวัตถุดิบ ปัจจัยผลิตที่ถูกตัดตอนเกิดความขาดแคลนทำให้สายพานการผลิตหยุดชะงัก ซึ่งเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบของโครงสร้าง ต้นทุนหลัก อาทิ ต้นทุนค่าวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป 37.2% ค่าไฟฟ้าและสาธารณูปโภค 22.6% ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และขนส่ง 11.5% ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของเอสเอ็มอี
จากการประเมินและวิเคราะห์ของ สสว.จากสงครามครั้งนี้ หากจบระยะสั้นภายในมีนาคม 2569 คาดราคาน้ำมัน 90-100 เหรียญฯ/บาร์เรล จะส่งผลต่อ GDP SME ขยายตัว 2.7% แต่หากขยายระยะกลาง กรณีจบกลางปีมิถุนายน 2569 คาดราคาน้ำมัน 130 เหรียญฯ/บาร์เรล จะส่งผลต่อ GDP SME ขยายตัว 2.3% ถ้าสงครามยืดยาวออกไปกรณียืดเยื้อจบสิ้นปี 2569 คาดราคาน้ำมันอาจถึง 150 เหรียญฯ/บาร์เรล จะส่งผลต่อ GDP SME ขยายตัวเพียง 1.6% โดย GDP SME รายสาขาธุรกิจที่มีผลกระทบดังนี้ ภาคการผลิตและภาคการบริการ หากจบภายใน 1 เดือน ส่งผลจีดีพีขยาย 0.6% และ 4.0% ตามลำดับ หากยืดเยื้อ กระทบจีดีพี ลบ 0.6% และขยาย 3% ส่งผลต่อ GDP SME รวมขยาย 2.7% หากจบใน 1 เดือน แต่ยืดเยื้อลดเหลือ 1.6%
ขณะที่ GDP SME ส่งสัญญาณขยายตัวต่ำหากสถานการณ์ยืดยาวออกไปในแต่ละระดับซึ่งโดยเฉลี่ยสัดส่วน GDP SME อยู่ราว 35% ของ GDP ทั้งประเทศ และส่งผลกระทบต่อการขยายตัว GDP ของประเทศ โดยตัวชี้วัดผลกระทบต้องเฝ้าระวังเพิ่มเติม คือ อัตราเงินเฟ้ออาจพุ่ง 3% หากยืดเยื้อกระทบต่อต้นทุนพลังงาน ไฟฟ้าและการขนส่งโลจิสติกส์ รวมทั้งกรณียืดเยื้อมากส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว จะสูญเสียรายได้กว่า 109,000 ล้านบาท นอกจากนั้นผลกระทบต่อภาคแรงงานไทยที่ทำงานในตะวันออกกลางกว่า 80,000 คน จะต้องเตรียมพร้อมให้เกิดความปลอดภัย การดูแลชีวิต ความเป็นอยู่และแผนอพยพฉุกเฉินกรณีที่จำเป็น ที่สำคัญสงครามความขัดแย้งสหรัฐอเมริกา และอิสราเอลกับอิหร่านส่งผลกระทบรุนแรงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยท่ามกลางการเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่รายล้อมรอบด้านที่รัฐบาล ภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งภาคประชาสังคมต้องปรับแผนเตรียมรับมือด้วยยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ รับมือฝ่า 4 วิกฤตร้อนเดือดพล่านที่รอไม่ได้
1.วิกฤตพลังงาน พลิกวิกฤตสร้างโอกาสให้ไทยเป็น “แบตเตอรี่พลังงานสะอาดพึ่งพาตนเอง” ลดการนำเข้า ส่งเสริมภาครัฐและเอกชนให้สนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดภายในประเทศ ทั้งการผลิตชิ้นส่วน การประกอบ การบริการติดตั้งและซ่อมบำรุงเพื่อการสร้างดุลยภาพความมั่นคงพลังงานของประเทศไทยให้ยั่งยืน “การสร้างดุลยภาพพลังงาน” ลดความเสี่ยงจาก Global value chain ของพลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า LNG แสวงหาความร่วมมือแหล่งพลังงานหุ้นส่วนพันธมิตรใหม่นอกภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น พร้อมกับการเร่งปรับโครงสร้างพลังงานสะอาด พลังงานสีเขียวของประเทศไทย ลดการใช้พลังงานฟอสซิล อาทิ โซลาร์ฟาร์ม ชุมชน โซลาร์ฟาร์มเขตเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมในแต่ละพื้นที่ พลังงานลม พลังงานขยะ และพลังงานชีวมวล รวมทั้งการเร่งพัฒนาพลังงานไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งทางจีน ญี่ปุ่นและเยอรมนี รวมทั้งหลายประเทศทางยุโรปมีการพัฒนา ใช้งานเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมต่างๆ และการขนส่งโลจิสติกส์แล้ว
2.วิกฤตเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศจาก “เศรษฐกิจทุนนิยมสู่เศรษฐกิจพอเพียงนิยม” เพื่อการปรับรองรับการเปลี่ยนแปลงให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นด้วยภูมิคุ้มกัน จากข้อมูลของ สสว.พบสถานการณ์สุขภาพธุรกิจของเอสเอ็มอีช่วง Q4/2568 ก่อนสงครามความขัดแย้ง สหรัฐอเมริกา อิสราเอลและอิหร่านจะปะทะกัน พบ 6 กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีสัญญาณเสี่ยงเพิ่มขึ้น คือ กลุ่มเอสเอ็มอีที่ “เติบโตต่อเนื่อง” 21.1% กลุ่มเอสเอ็มอีที่ “รายได้เพียงพอรายจ่ายแต่ไม่พอลงทุน” 33.1% กลุ่มเอสเอ็มอีที่ “อยู่ในช่วงขาลงแต่พอพยุงได้” 27.7%
กลุ่มเอสเอ็มอีที่ “กำลังปรับโครงสร้างหนี้” 12.0% กลุ่มเอสเอ็มอีที่ “ขาดทุนต่อเนื่องต้องพึ่งพาหนี้ใหม่” 2.5% กลุ่มเอสเอ็มอีที่ “เป็นหนี้เสีย” 3.6%
เอสเอ็มอีมีเพียง 1 ใน 5 ที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ที่เหลือเกือบ 80% ต้องมีมาตรการเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน สร้างขีดความสามารถเพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบสถาบันการเงิน การสร้างบ่มเพาะสร้างวินัยทางการเงิน
ด้านกระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมการพึ่งพาวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทย (Local Content) ลดนำเข้า เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการไทยรองรับสินค้าและบริการที่มีความต้องการสูงและนำเข้าจากต่างประเทศให้ผู้ประกอบการไทยปักหมุดเป็นห่วงโซ่คุณค่าซัพพลายเชนแทน
ด้านการยกระดับหนี้ครัวเรือน ปลดล็อกแก้หนี้ประชาชน เอสเอ็มอี เกษตรกร และการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบด้วยดอกเบี้ยที่เป็นธรรม
ด้านราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าครองชีพ ต้นทุน SME ที่ไม่ได้มุ่งแต่การควบคุมราคาแต่ต้องส่งเสริม สนับสนุนกลไกให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในแต่ละที่มีกลุ่มสำคัญและจำเป็นต่อการขับเคลื่อน เศรษฐกิจที่จะส่งผลต่อการแบกรับภาระต้นทุนเพิ่มที่แท้จริงและลดการผลักภาระราคาไปให้ประชาชนผู้บริโภค
ด้านการกำกับ ติดตาม ปราบปราม ทุนเทา (ยาเสพติด พนันออนไลน์ ค้ามนุษย์) นอมินี (ล้ง) ธุรกิจนอกระบบผิดกฎหมาย (ละเมิดลิขสิทธิ์ ของหนีภาษี) ปัญหาแหล่งกำเนิดสินค้า Transshipment (กระทบกำแพงภาษี) รวมทั้งการทุจริตคอร์รัปชั่น
ด้านงบประมาณ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการวางแผนงบประมาณ Lean บุคลากรและนโยบาย มาตรการ โครงการต่างๆ ให้พัฒนาอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ อาทิ ด้านเศรษฐกิจ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล AI วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมทั้งด้านการขนส่งคมนาคม ด้านการชลประทาน ด้านระบบป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติ เป็นต้น
3.วิกฤตอาหารโลกกับการพลิกยุทธศาสตร์ “เกษตรและอาหารไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนของโลก” เพิ่มผลิตภาพภาคการเกษตรไทย ส่งเสริมหนุนให้เกษตรกรไทยสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร ลดการพึ่งพาล้งต่างชาติ การตลาดกลไกผูกขาด ปลดแอกห่วงโซ่คุณค่าการเกษตรไทย ตั้งแต่การวางแผนจัดสรรพื้นที่เกษตร มุ่งเป้า “ตลาดนำ ผลิตตาม ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มมูลค่า” สายพันธุ์คุณภาพ แหล่งน้ำที่เพียงพอ ปุ๋ยคุณภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล AI ที่ส่งเสริมการผลิตภาคเกษตรแม่นยำและเทคโนโลยีการเก็บเกี่ยวที่ทันสมัย การบริหารจัดการการจัดเก็บรักษา บรรจุและขนส่งตลอดห่วงโซ่อย่างประณีตและยกระดับเกษตรกรที่มีความพร้อมให้สามารถเข้าถึงตลาดในและต่างประเทศ และปรับยันบทบาทหน้าที่ภารกิจหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดศูนย์บริหารจัดการเกษตรมุ่งเป้าแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อให้เกษตรกร “ปลดหนี้ ปลอดผูกขาด ขยายโอกาส ตลาดพึ่งพาตนเอง”
4.วิกฤตการณ์การก่อการร้าย สงครามใต้ดิน ความมั่นคงปลอดภัย และความเสี่ยงของมนุษยชาติที่มีความเปราะบางและยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น หากประเทศไทย “Quick Big Change” ใช้วิกฤตสร้างโอกาสเครื่องยนต์ เศรษฐกิจใหม่ “Life Longevity” ให้เป็นประเทศแห่งความปลอดภัย ประเทศน่าอยู่พำนักอาศัย อุดมสมบูรณ์ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมที่หลากหลาย แหล่งท่องเที่ยวสวยงาม มีความมั่นคงทางอาหาร มีความทันสมัยทางการแพทย์ ระบบนิเวศการบริการสาธารณสุขและสุขภาพรวมทั้งความเป็นอยู่ที่ดี ผลักดันสู่ “Long Stay Tourism Hub” ไทยต้องเตรียมพร้อมจัดระบบนิเวศความปลอดภัยมั่นคงปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชน
การเผชิญหน้ากับปัญหาความท้าทายอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้นับเป็นโจทย์หินของโลกที่จะมีทิศทางการร่วมกันใช้ปัญญา แก้ปัญหาอย่างไร แต่เหนือสิ่งอื่นใด ถึงเวลาประเทศไทยยกระดับเศรษฐกิจตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#วกฤตนำมนตนทน #รดแนนเอสเอมอ #เกอบ80รอมาตรการเรงดวนรฐบาล


