
ส.กุ้งไทย ยัน ภาษีทรัมป์ 15% ไม่กระทบส่งออก มีตลาดอื่นรองรับ เร่งเอฟทีเอ ยุโรป-แคนาดา-เกาหลี
วันที่ 16 มีนาคม นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยถึงทิศทางและอนาคตของอุตสาหกรรมกุ้งไทยท่ามกลางความผันผวนของนโยบายการค้าโลก ว่าอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปี 2569 นี้ มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน แม้จะต้องเผชิญกับมาตรการทางภาษีและนโยบายการค้า ที่คาดเดาได้ยากจากฝั่งสหรัฐอเมริกา แต่มีความเชื่อมั่นว่า ในปีนี้ไทยจะผลักดันการส่งออกมากกว่า 250,000 ตัน หากสามารเพิ่มผลผลิตกลับมาได้มากกว่า 400,000 ตัน
“ปัจจัยบวกต้นปีจากที่รับทราบอัตราภาษีสหรัฐฯ ประกาศรอบนี้ให้ 15% เท่ากันหมด และเมื่อบวกกับอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี) ล่าสุดที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไทยเหลือเพียง 2.01% รวมแล้วสินค้ากุ้งจากไทยจะมีภาษีส่งออกไปสหรัฐที่ 17.01% แม้ว่าจะใกล้เคียงกันกับประเทศอื่น แต่ก็ซึ่งถือว่าไทยได้เป็นอัตราต่ำที่สุดเป็นที่น่าพอใจกับตัวเลขภาษีที่ปรากฏ เนื่องจากยังอยู่ในระดับที่สามารถส่งออกไปแข่งขันได้แม้จะมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนเพียงประมาณ 150 วัน แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศ”
สำหรับอัตราภาษีสินค้ากุ้งของประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายอื่น ได้แก่ อินโดนีเซีย 18.78% เอกวาดอร์ 15%-28.75% เวียดนาม 22.42% และอินเดีย 24.58% อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังคงมองว่า อัตราภาษีของสหรัฐฯ ยังมีนโยบายส่วนตัวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาต้องจับตามองต่อไป
ปัจจัยบวกอีกเรื่อง คือ การผลิตกุ้งหลังจากการที่สร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรในเรื่องการทำการตลาดส่งออกและตลาดภายในที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้เกษตรกรมั่นใจในการลงลูกกุ้งช่วงไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
“แม้ว่าสภาพอากาศที่ร้อนและแล้งในปีนี้ คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นซุปเปอร์เอลนีโญ แต่ผมมองว่าอากาศนี้กลับจะส่งผลดีต่อการเลี้ยงกุ้งมากกว่าอากาศหนาวหรือฝนตก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนสินค้า (Short Supply)”
นายเอกพจน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ ไทยต้องมุ่งขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดอื่น ไม่พึ่งพาเพียงตลาดสหรัฐเพียงแห่งเดียวเหมือนในอดีต ที่เคยครองสัดส่วนถึง 60% แต่ในปัจจุบันไทยพึ่งตลาดสหรัฐลดลงเหลือเพียงประมาณ 20% เท่านั้น ทำให้ผลกระทบจากนโยบายภาษี 15% ของสหรัฐฯ มีวงจำกัดมากขึ้น นอกจากนี้ไทยยังมีตลาดอื่นรองรับทั้ง ญี่ปุ่น 20% จีน 20% ตลาดอาเซียนและบริโภคภายในประเทศรวม 20-25% ซึ่งกลยุทธ์นี้เปรียบเสมือนการทำให้แม่น้ำมีหลายสายมากขึ้น สร้างความมั่นคงกับรายได้เกษตรกรในระยะยาว
นายเอกพจน์ กล่าวว่า สมาคมฯเตรียมจะทำหนังสือและขอเข้าพบตัวแทนรัฐบาล เพื่อผลักดันให้ดูแลสินค้ากุ้ง เป็นวาระแห่งชาติ แก้ไขปัญหาเรื่องโรคกุ้ง และเพิ่มผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืน เพราะตอนนี้ตลาดไม่ได้มีปัญหา แต่เอกชนไม่กล้ารับออร์เดอร์ เพราะกังวลว่าจะผลิตได้ทันเพียงพอหรือไม่ รัฐบาลจึงต้องสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินมาตรการ 11 มาตรการ ตามที่เสนอไปก่อนหน้านี้ เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ สมาคมจะขอให้ภาครัฐ เดินหน้านโยบายเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับทุกประเทศที่ยังค้างอยู่ ทั้งสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งในอดีตไทยเคยส่งออกกุ้งไปยุโรปได้สูงถึง 60,000 ตันต่อปี ก่อนที่จะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ทำให้เหลือเพียง 200 ตัน หากสามารถทำเอฟทีเอกับอียูสำเร็จ ช่วยฟื้นตลาดยอดส่งออกกลับมาได้ แม้เริ่มฟื้นมาได้เพียงแค่ 30,000 – 40,000 ตัน ก็ถือเป็นประโยชน์มหาศาลต่อประเทศ นอกจากนี้ยังมีเอฟทีเอกับแคนาดา และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงเช่นกัน
“สมาคมเตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง คาดหวังถึงมาตรการระยะยาวที่รอไม่ได้ ที่จะแก้ปัญหาโรคกุ้ง และพัฒนาการเลี้ยงอย่างยั่งยืน ทำให้ปริมาณการผลิตสม่ำเสมอ และผู้ส่งออกจะกล้ารับคำสั่งซื้อ ราคาก็จะมีเสถียรภาพ ตอนนี้ที่สำคัญกุ้งไทยมีตลาดแน่นอน และที่สำคัญกุ้งไทยเรามีจุดแข็งเรื่องปลอดสารแอนติไบโอติก เกษตรกรลงทุนตรวจทั้งหมด 100% การใช้กุ้งไทยจึงทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจมากกว่ากุ้งบางประเทศ ที่เพิ่งจะมีตรวจสอบแอนติไบโอติก เช่น เวียดนาม และอินเดีย”
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#ส.กงไทย #ยน #ภาษทรมป #ไมกระทบสงออก #มตลาดอนรองรบ #เรงเอฟทเอ #ยโรปแคนาดาเกาหล


