มาแรง! ส.อ.ท.ชี้ราคาเหลื่อมล้ำป่วนตลาดน้ำมัน เสนอรัฐใช้กองทุนน้ำมันอุ้มภาคอุตสาหกรรม

0
2

ส.อ.ท.ชี้ราคาเหลื่อมล้ำป่วนตลาดน้ำมัน เสนอรัฐใช้กองทุนน้ำมันอุ้มภาคอุตสาหกรรม

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานของไทย ว่า ปรากฏการณ์ประชาชนและผู้ประกอบการแห่เติมน้ำมันจนล้นปั๊มในขณะนี้เกิดจากความตื่นตระหนก (Panic) หลังจากมีกระแสข่าวการปิดช่องแคบฮอร์มุซในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก แม้ในข้อเท็จจริงประเทศไทยจะมีน้ำมันสำรองใช้ได้ 60-95 วัน แต่ความไม่เชื่อมั่นทำให้เกิดการกักตุนน้ำมันในทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่ต้องใช้เครื่องปั๊มน้ำในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่กำลังจะมาถึงใน 1-2 เดือนข้างหน้า เพราะกังวลว่าหากน้ำมันขาดแคลน ผลผลิตที่ลงทุนไปจะเสียหายทั้งหมด จนกลายเป็นอุปสงค์เทียม (Artificial Demand) ที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้ดูรุนแรงขึ้น

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดความโกลาหลหน้าสถานีบริการน้ำมัน คือความเหลื่อมล้ำของราคา โดยปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนเฉพาะราคา “หน้าปั๊ม” เพื่อตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร แต่ในภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะซื้อน้ำมันผ่าน “จ็อบเบอร์” (ผู้ค้ารายย่อย) ซึ่งไม่มีการอุดหนุน ส่งผลให้ราคาน้ำมันที่ขายให้โรงงานแพงกว่าหน้าปั๊มกว่า 10 บาทต่อลิตร เมื่อส่วนต่างราคาสูงขึ้น ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีจึงเลือกที่จะนำรถไปต่อคิวเติมน้ำมันที่หน้าปั๊มแทนเพื่อลดต้นทุน ซึ่งปริมาณการใช้ของโรงงานเพียง 1 แห่ง อาจเทียบเท่ากับรถยนต์ทั่วไปถึง 50-100 คัน ส่งผลให้น้ำมันหน้าปั๊มขาดแคลนอย่างรวดเร็ว

เสนอรัฐใช้กองทุนน้ำมันอุ้มอุตฯ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ทาง ส.อ.ท. ได้เสนอให้ภาครัฐพิจารณาใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยอุดหนุนราคาพลังงานให้ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติม เพื่อสร้างสมดุลราคา ลดแรงจูงใจในการแย่งซื้อน้ำมันหน้าปั๊ม และบรรเทาต้นทุนการผลิต และหากไม่เร่งแก้ปัญหา จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากต้นทุนพลังงานเป็นสัดส่วนสูงในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนัก เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม แก้ว เยื่อกระดาษ และปิโตรเคมี ที่มีต้นทุนพลังงานสูงถึง 35-50% ของต้นทุนทั้งหมด ส่วนอุตสาหกรรมทั่วไปมีสัดส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ 12-20% เมื่อราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้น ย่อมผลักภาระไปยังราคาสินค้าปลายทางและผู้บริโภคในที่สุด และสถานการณ์พลังงานที่ตึงตัวในขณะนี้ กำลังกลายเป็น ตัวเร่ง ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะต้นทุนสูง (Cost-Push Inflation) อย่างชัดเจน

หากภาครัฐไม่สามารถบริหารจัดการสมดุลราคาพลังงานได้อย่างทันท่วงที ความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะต้องเผชิญทั้งราคาสินค้าพุ่ง และสินค้าขาดตลาด อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ และกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งระบบเศรษฐกิจไทย

ขาดแนฟทาดันพลาสติกแพง40%

นายเกรียงไกร กล่าวว่า นอกจากวิกฤตน้ำมันแล้ว ผลกระทบในด้านวัตถุดิบ (Supply Chain) ขณะนี้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในพื้นที่ระยองบางแห่งต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว เนื่องจากขาดแคลนแนฟทา (Naphtha) ซึ่งต้องนำเข้าจากตะวันออกกลาง และจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นแล้วราว 40% และเสี่ยงที่จะไม่มีบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าเกษตรส่งออก รวมถึงอุตสาหกรรมปุ๋ยและวัสดุก่อสร้างอย่างอะลูมิเนียมที่เริ่มขาดแคลนเช่นกัน จึงขอเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาแหล่งวัตถุดิบทดแทนและเข้ามาควบคุมราคาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของทุกภาคส่วนในภาวะไม่ปกตินี้

“เรากำลังเผชิญความเสี่ยงขาดแคลนถุงพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อสินค้าอุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรมส่งออก เช่น อาหารแช่แข็ง ที่มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าในช่วงสงคราม แต่อาจไม่มีบรรจุภัณฑ์รองรับ” นายเกรียงไกรกล่าว


ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

#ส.อ.ท.ชราคาเหลอมลำปวนตลาดนำมน #เสนอรฐใชกองทนนำมนอมภาคอตสาหกรรม

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่