
อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ
โฉมใหม่‘รางวัลพระปกเกล้า’
บูมอปท.-กระจายอำนาจ
หมายเหตุ – รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าให้สัมภาษณ์พิเศษ“Moo-Moo News” กล่าวถึงรางวัลพระปกเกล้าโฉมใหม่ พร้อมวัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนแปลงและตัวชี้วัดใหม่ นอกจากนี้ยังมีมุมมองเกี่ยวกับการกระจายอำนาจที่มีข้อเสนอให้กับผู้บริหารประเทศชุดใหม่ได้นำไปพิจารณา
⦁รางวัลพระปกเกล้าโฉมใหม่แตกต่างจากรางวัลเดิมอย่างไร
ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ ผมรับตำแหน่งเลขาธิการได้ 6 เดือนพอดี การมารับตำแหน่งผมได้มอบนโยบายไป 2-3 เรื่อง หลักๆ คือ 1.สถาบันต้องเป็นคลังสมองของชาติในด้านนิติบัญญัติ 2.พวกเราทำงานมา 27 ปี เราภูมิใจใน 27 ปีที่ผ่านมา ว่าเราได้สร้างรากฐานสำคัญให้บ้านเมืองหลายอย่าง เราเป็นผู้ที่มีส่วนในการแก้ปัญหาความขัดแย้งเวลาบ้านเมืองมีวิกฤต นั่นคือ 27 ปีที่ผ่านมา เป็น 27 ปีที่ได้อบรมผู้นำมากกว่า 30,000 คน เราได้ทำงานวิจัยมาก โดยท่านอดีตเลขาฯบวรศักดิ์ อุวรรณโณ
ใช้คำว่า ใน 1 ปี งานวิจัยของสถาบันมีมากกว่างานวิจัยของคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยทั้งประเทศรวมกัน นี่คือ 27 ปีที่ภูมิใจ
แต่วันนี้บริบทโลกเปลี่ยนไปแล้ว ฉะนั้น 27 ปีที่ภูมิใจต้องพลิกโฉมใหม่ เลยเป็นนโยบายที่ผมอยากให้พลิกโฉมอย่างยั่งยืน
ข้อที่ 3.ผมบอกว่าทุกสำนักต้องมีสิ่งที่เรียกว่าแฟลกชิปหรือเรือธง เป็นความโดดเด่นของสำนัก จะเป็นสิ่งที่เคยทำมาแล้ว แล้วทำต่อ หรือจะเป็นเรื่องใหม่ก็ได้
ใน 5 วันแรกที่ผมเข้าดำรงตำแหน่ง ผมปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด ให้ยุบทิ้งสำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา แล้วเปลี่ยนใหม่เป็นวิทยาลัยนิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ National Legislative College เพื่อเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านนิติบัญญัติ
ส่วนวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น มีแฟลกชิปที่เคยทำมา นั่นคือรางวัลพระปกเกล้า ซึ่งจัดมาจนถึงวันที่ผมเป็นเลขาธิการ มอบไปแล้ว 24 ครั้ง กำลังจะเข้าสู่ปีที่ 25 ถ้าเป็นคนก็เรียกว่าเข้าวัยเบญจเพส จากเด็ก จากวัยรุ่น เติบโตเป็นผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์ เมื่อรางวัลเข้าสู่วัยเพญจเพสก็ต้องทบทวนว่าจะสะท้อนนโยบายที่ผมให้ไว้ 2 ข้อแรก คือเป็นคลังสมองของชาติด้านนิติบัญญัติ และสามารถที่จะทำให้รางวัลนี้พลิกโฉมใหม่ของสถาบันอย่างไร
สำหรับรางวัลพระปกเกล้าโฉมใหม่ ผมให้เกียรติอดีตเลขาธิการทุกท่าน ผมได้เชิญอดีตเลขาธิการวิทวัส ชัยภาคภูมิ มารับผิดชอบเรื่องพลเมือง เพราะท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ท่านอดีตเลขาธิการนรนิติ เศรษฐบุตร กรุณามาเป็นประธานวิชาการของสถาบัน เพราะท่านเคยเป็นทั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยอื่นๆ เป็นราชบัณฑิต
ส่วนอดีตเลขาธิการ วุฒิสาร ตันไชย ท่านซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านท้องถิ่นระดับต้นๆ ของประเทศคนหนึ่ง ผมได้เชิญมาเป็นประธานรางวัลพระปกเกล้า
รางวัลพระปกเกล้าเดิมแบ่งเป็น 3 ประเภท ประเภทแรกคือ ความโปร่งใสและมีส่วนร่วม ประเภทที่ 2 คือ การสร้างเครือข่าย ทำงานร่วมกับภาคประชาชนและประชาสังคม ประเภทที่ 3 คือ ลดความเหลื่อมล้ำ แต่ละปีท้องถิ่นทุกระดับสามารถยื่นขอสมัครเข้าเลือกประเภท 3 ประเภทนี้ ถ้าได้รางวัลก็จะได้รับรางวัลจากเลขาธิการ
ภายใน 5 ปีหลังจากนั้น ถ้าท้องถิ่นนั้นได้รับรางวัลในประเภทเดิมอีกครั้ง คือ ได้รับรางวัลเดิม 2 ครั้งใน 5 ปี จะมีสิทธิยื่นครั้งที่ 3 เพื่อขอรับรางวัลพระปกเกล้าทองคำ
เราได้มอบรางวัลมา 24 ปี มอบรางวัลแล้วกว่าพันรางวัล ทำให้ถึงเวลาต้องมาคิดว่าเรามีท้องถิ่นได้รับรางวัลไปพันกว่ารางวัล สมมุติว่าเราใช้เวลา 25 ปี ได้ท้องถิ่นที่ดีตามเราคาดหวังพันกว่าแห่ง ถ้าเราต้องการให้มีท้องถิ่นที่ดี 7,000 แห่ง ต้องใช้เวลา 25 คูณ 7 ผมเลยพูดเล่นๆ กับเจ้าหน้าที่ว่า ผมเสียชีวิตไปแล้วกลับมาเป็นเลขาธิการอีก 3 รอบ ยังไม่เห็นประเทศไทยที่มีท้องถิ่นตามเจตนารมณ์เลย ผมจึงเห็นว่าถึงเวลาที่จะพลิกโฉม รางวัลพระปกเกล้าและรางวัลพระปกเกล้าทองคำนี้ไม่มีเงินรางวัลนะครับ คำว่า “ทองคำ” ก็เป็นชื่อ เป็นสัญลักษณ์ ถือเป็นเกียรติยศ ไม่ใช่ทองคำจริงๆ แต่รางวัลพระปกเกล้าเป็นรางวัลที่ท้องถิ่นปรารถนา เพราะเป็นเสมือนเครื่องหมายรับรองว่ามีคุณสมบัติที่ดี
ผมจึงให้นโยบายไปว่า ทำอย่างไรรางวัลพระปกเกล้าถึงจะเป็นรางวัลที่ให้ 1 ท้องถิ่น แต่ 1 ท้องถิ่นนั้นต้องขยายต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 7 ท้องถิ่น 70 ท้องถิ่น เพื่อเราจะได้ไม่ต้องใช้เวลาถึง 25 ปีคูณ 7 อย่างที่บอก
หมายความว่า คนที่ได้รับรางวัลพระปกเกล้าโฉมใหม่ต้องสามารถเป็นต้นแบบให้ท้องถิ่นอื่นๆ ได้
ท้องถิ่นอื่นๆ สามารถเข้ามามองแล้วเห็น นี่คือท้องถิ่นที่ถูกต้อง นี่คือท้องถิ่นที่ควรจะเป็น นี่คือระบบบริหารการเงิน การคลัง บริหารทรัพยากรมนุษย์ ระบบการลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ
ฉะนั้น ภายใต้การนำของท่านวุฒิสาร ต่อไปรางวัลพระปกเกล้าจะมีประเภทเดียว
เป็นรางวัลที่ไม่ได้แยกประเภทว่าต้องโปร่งใส เครือข่าย ลดเหลื่อมล้ำ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาจะเป็นตัวชี้วัด กลับมาเป็นหนึ่งในหมวดคะแนน
ภาพที่มองจะไม่ได้มองเป็นโครงการอีกต่อไป เพราะเราเปลี่ยนจากการให้รางวัลเชิงโครงการมาเป็นการให้รางวัลในภาพรวม หรือเชิงพื้นที่
สมมุติ อบต.มีพื้นที่รับผิดชอบเท่านี้ มีประชากรเท่านี้ สิ่งที่ต้องเสนอคือ มีระบบบริหารคน เงิน โครงการ บริการสาธารณะ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างเครือข่าย หรือที่เรียกว่าการบริหารจัดการท้องถิ่นอย่างองค์รวม หรือว่า โฮลิสติก
ถ้าคุณทำได้ครบแบบนี้ ทำให้พื้นที่คุณได้รับการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด คุณก็เสนอภาพรวมขึ้นมาเพื่อนำมาพิจารณา เมื่อพิจารณาแล้วเราก็จะเอามาจัดลำดับ
ลำดับบนสุดกี่ลำดับแรกซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างให้คณะทำงานพิจารณา เช่น อาจจะเป็น 3 รางวัล หรือ 5 รางวัล จะได้รับรางวัลพระปกเกล้าทองคำ แล้วรางวัลถัดลงมาทั้งหมดจะได้รับรางวัลพระปกเกล้า แล้วก็มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านเกณฑ์เข้าสู่การพิจารณาก็จะได้รับประกาศเกียรติคุณ
ฉะนั้น จะมีรางวัล 3 ระดับ ซึ่งรางวัลพระปกเกล้าทองคำ ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำเรื่องขอเข้ารับพระราชทานรางวัล พร้อมการพระราชทานประกาศเกียรติชั้นสูงของสถาบันพระปกเกล้าให้คนที่เรียนจบหลักสูตรอย่าง ปปร. หลักสูตร 4 ส. ของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งจะมีโอกาสได้เข้าไปที่พระบรมมหาราชวัง เพื่อรับพระราชทานประกาศนียบัตรชั้นสูง ตอนนี้อยู่ในระหว่างการขอพระบรมราชานุญาตให้รางวัลพระปกเกล้าทองคำเป็นรางวัลพระราชทาน เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจกับคนที่ได้รับ
ส่วนรางวัลพระปกเกล้าเดิม ผมเสนอให้รับกับประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นประธานฝ่ายนิติบัญญัติ และจัดเป็นงานรับรางวัลขึ้น
นี่เป็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงรางวัลพระปกเกล้า
⦁ตัวชี้วัดมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมไหม
หลักๆ แล้วสถาบันพระปกเกล้ามี 3 เสาเป็นแก่น คือ ประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธี ในประเด็นท้องถิ่น เราจะโฟกัสหลักสำหรับรางวัลพระปกเกล้าในเรื่องประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล ในมุมของสันติวิธีจะถูกถ่ายทอดออกมาผ่านภาพรวม แต่ว่าประชาธิปไตยหมายรวมไปถึงการลดความเหลื่อมล้ำ ธรรมาภิบาล ซึ่งมีด้วยกัน 6 ข้อ อย่างที่ทราบกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส ฉะนั้น ตัวชี้วัดจะบูรณาการระหว่างรางวัล 3 ประเภทจากรางวัลเดิมที่วัดความโปร่งใส การมีส่วนร่วม การสร้างเครือข่าย ลดความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกันผมเชื่อว่าเมื่อก่อนปัญหาสังคมเกิดจากสังคม เพราะฉะนั้นสามารถใช้วิธีการทางสังคมดำเนินการ แต่ทุกวันนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ปัญหาทางสังคมไม่ได้เกิดจากสังคมอย่างเดียว แต่เกิดจากเทคโนโลยีที่พัฒนาไปด้วย ฉะนั้นต้องใช้ innovative approach หรือนวัตกรรม หรือเทคโนโลยี เข้ามาช่วยด้วย ซึ่งกลายเป็น 1 ใน 7 ตัวชี้วัดความสำเร็จในภาพรวมหรือองค์รวม
⦁องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สนใจจะต้องสมัครอย่างไร
สามารถทราบตัวชี้วัดได้ ตอนนี้เราเปิดรับสมัครแล้ว โดยเปิดรับสมัครจนถึงวันที่ 30 เมษายน สามารถสมัครได้จากเพจของสถาบันพระปกเกล้า หรือช่องทางต่างๆ จากนั้นวันที่ 30 มีนาคม เวลา 13.30 น. เราจะจัดเสวนาออนไลน์ เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่ผมพูดทั้งหมดนี้โดยละเอียด เป็นการสัมมนาออนไลน์ ไม่มีค่าใช้จ่าย
⦁ปีที่แล้วและปีนี้ท้องถิ่นมีการเลือกตั้งทุกระดับมองกระจายอำนาจของไทยเป็นอย่างไร
การกระจายอำนาจสามารถแยกเป็น 2-3 เรื่อง เรื่องเลือกตั้งท้องถิ่น ถ้าถามผม ขอบอกว่าผิดหวังกับผลการออกมาใช้สิทธิ กับไม่ใช่ผลการออกมาใช้สิทธิ การเลือกของท้องถิ่น เพราะภาพรวมน่าแปลกใจที่การเลือกตั้ง เช่น อบจ. มีผู้มาใช้สิทธิไม่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจริงๆ แล้วระดับ อบจ.เป็นระดับการเลือกระดับจังหวัด คือเรากำลังมีแนวคิดให้เลือกตั้งผู้ว่าฯ หรือว่าจังหวัดปกครองตนเอง แต่นี่คือภาพสะท้อน เลือกตั้ง อบจ.มีผู้มาใช้สิทธิ 50 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ แนวคิดที่ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง หรือจังหวัดปกครองตัวเอง ซึ่งมีความท้าทายในมิติอื่นๆ อยู่แล้ว แต่มิติที่เป็นพื้นฐานที่สุด คือการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ผมคิดว่าประเทศไทยน่าจะทำได้ดีกว่านี้
ถ้ามองการกระจายอำนาจ ในแง่ของพระราชบัญญัติการกระจายอำนาจ ขณะนี้เริ่มทำฉบับใหม่ แต่เราทำกันมานานมากแล้ว วันนี้ผมเป็นอนุกรรมการร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ภายใต้ประธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ เรามีเวอร์ชั่นทั้งจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เวอร์ชั่นจากคณะกรรมการกระจายอำนาจ เวอร์ชั่นจากร่างเดิม แต่ทั้งหมดนี้ผมคิดว่ากระบวนการเนิ่นนานมากกว่าที่ควรจะเป็น
สาเหตุหลักๆ มี 2 สาเหตุ 1 การบริหารจัดการท้องถิ่นทั้งหมดขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกระจายอำนาจ คณะกรรมการทำงานได้ดี มีผู้ทรงคุณวุฒิจากด้านต่างๆ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเป็นหนึ่งในที่ปรึกษา ซึ่งได้เป็นปัญหาคลาสสิกของการเมืองไทย คือประธานคณะกรรมการ คือนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯที่ได้รับมอบหมาย ซึ่ง 3 ปีที่ผมได้เป็นที่ปรึกษา พบว่าประธานคณะกรรมการมีไม่ต่ำกว่า 5 คน
หมายความว่า ประธาน 1 ท่าน ประชุม 1 ครั้ง พอเปลี่ยน ครม. มีการปรับหน้าที่ของ ครม. ต้องเปลี่ยนประธาน เมื่อเปลี่ยนประธาน พอประธานใหม่มาก็ต้องมอบนโยบาย การประชุมก็เป็นการมอบนโยบาย มอบนโยบาย แล้วก็มอบนโยบาย อันนี้ที่ผมเรียกว่าปัญหาคลาสสิก คือความไม่ต่อเนื่องทางด้านนโยบายของการเมือง ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้นแล้ว ไม่ควรมาเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประเทศ
อีกอันหนึ่งที่อาจจะเป็นเรื่องรายละเอียดคือ ความพยายามกำหนดว่าให้งบประมาณลงไปท้องถิ่นกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมคิดว่าแต่ละท่านมีมุมมองที่แตกต่างกัน สำหรับผมมองว่าการไปกำหนดแบบนั้นมันจะไปหรี่ที่ปลายก๊อก หมายความว่า เราไปบังคับว่าต้องให้งบกี่เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ได้กำหนดทิศทาง ไม่ได้กำหนดภารกิจ
ปัญหาคลาสสิกวันนี้คือ พอให้ภารกิจไป แต่ติดขัดเรื่องกำลังคน ยกตัวอย่าง รพ.สต.ที่โอนภารกิจมาให้ แต่คนยังสังกัดอยู่กระทรวงสาธารณสุข แปลว่าท้องถิ่นต้องเปิดอัตราเพิ่ม ทำให้รัฐมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม
ขณะที่เรื่องนมโรงเรียน ตามหลักแล้วเริ่มจากภารกิจการศึกษาปฐมวัย จะต้องถูกกระจายไปที่ท้องถิ่น นมโรงเรียน อาหารกลางวันก็เลยพ่วงไปด้วย ฉะนั้น ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเรื่องการจัดหานมโรงเรียนกับอาหารกลางวันต้องพร้อม แต่วันนี้ภารกิจยังไม่ไป แต่เงินนมโรงเรียนและอาหารกลางวันไปแล้วก็เกิดปัญหา
วันนี้จึงมีปัญหา เงินที่อยากได้มาทำงานกลับไม่ได้ แต่เงินที่ได้กลายเป็นปัญหาเพราะยังไม่มีภารกิจ
ดังนั้น เรื่องการกระจายอำนาจผมคิดว่าถ้าปรับได้ก็อยากให้ 1.เรื่องการมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 2.เรื่อง พ.ร.บ.การกระจายอำนาจ รวมไปถึงคณะกรรมการกระจายอำนาจ แล้วก็ 3.เรื่องการบริหารจัดการภารกิจกับเงินต้องสอดคล้องกัน
ผมได้เน้นย้ำภารกิจของสถาบันพระปกเกล้าว่า รางวัลพระปกเกล้าก็ดี การเจียระไนเพชรเพื่อให้ได้ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็ดี รวมไปถึงภารกิจของสถาบันเรื่องจัดหลักสูตร ฝึกอบรมระยะสั้นที่เน้นในหลายๆ เรื่องที่คิดว่าเป็นเรื่องที่ท้องถิ่นยังไม่ชำนาญ เช่น เรื่องการตั้งงบประมาณ ส่วนนี้ทางสถาบันพระปกเกล้าจะเข้าไปช่วย
ส่วนเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น แม้เงินไม่เยอะ แต่ปริมาณมาก แต่เราจะไปนับจำนวนเงินไม่ได้ ท้องถิ่นต้องนับจำนวนเหตุการณ์ เพราะเงินเขามีแค่ 5 ล้านบาท ทำอย่างไรก็จบแค่ 5 ล้านบาท แต่ไม่ว่าการโกง 5 ล้านบาท กับการโกง 5 พันล้านบาท ผมคิดว่าในแง่การพัฒนาการกระจายอำนาจแล้วมีผลเท่ากัน
แล้วถ้าเรื่องการบริหารจัดการภายในท้องถิ่นสามารถแก้ไขได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ ทำอย่างไรให้การกระจายอำนาจถึงจะเป็นการกระจายอำนาจจริงๆ
วันนี้เราแบ่งส่วนราชการเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น แต่มีงานทับซ้อนกันค่อนข้างมาก ยกตัวอย่าง ไฟไหม้ป่า ไฟไหม้หลังเทศบาล แต่เทศบาลเข้าไปดับไฟไม่ได้ เพราะเป็นเขตป่าสงวน เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ต้องใช้ระเบียบของอุทยานแห่งชาติ คนอื่นเข้าไปดับไม่ได้ ขณะที่ชาวบ้านคาดหวังอีกอย่าง ชาวบ้านเห็นว่าไฟไหม้หลังเทศบาล คุณไปบอกว่าดับไม่ได้ ประชาชนที่ฟังเขาจะรับได้ไหม
พอมีการแก้ไขในบางพื้นที่ เช่น เชียงใหม่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงทรัพยากรฯในการดับไฟป่าได้ แต่ก็มีคำถามต่อไปว่า แล้วงบประมาณล่ะ ต้องใช้ของกระทรวงทรัพยากรฯ หรือท้องถิ่นต้องตั้งขึ้นมาเอง
เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยอย่างเดียว เป็นปัญหาในหลายประเทศ แต่เมื่อมีโอกาสพูดผมก็อยากจะชี้ประเด็นให้เห็นชัด เพื่อหวังว่ารัฐบาลใหม่จะได้มองประเด็นเหล่านี้ อย่างน้อยก็ได้สะท้อนผลจากงานศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า และอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ช่วยเอาเรื่องต่างๆ เหล่านี้ไปประกอบการพิจารณาแก้ไข หรือพัฒาท้องถิ่น ซึ่งอย่างแรกเลยคือ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ท้องถิ่น ผมคิดว่าถ้าผ่านได้ในสภาชุดที่กำลังจะเข้ามาทำงาน จะเป็นคุณูปการอย่างยิ่งเลยครับ
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#อสระ #เสรวฒนวฒ #โฉมใหมรางวลพระปกเกลา #บมอปท.กระจายอำนาจ


