มาแรง! Stablecoin เขียนกติกาใหม่ระบบการเงินโลก จากเครื่องมือเทรด สู่การชำระเงินของเศรษฐกิจดิจิทัล

0
0
E0B8A0E0B89B StablecoinE0B881E0B895E0B8B4E0B881E0B8B2E0B983E0B8ABE0B8A
E0B8A0E0B89B StablecoinE0B881E0B895E0B8B4E0B881E0B8B2E0B983E0B8ABE0B8A

นช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา สินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชนมักถูกมองว่าเป็นเพียง “นวัตกรรมทางการเงิน” ที่อยู่วงนอกของระบบเศรษฐกิจโลก นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับคริปโทในฐานะสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร มากกว่าการมองว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินในอนาคตได้ 

อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถาบันการเงินขนาดใหญ่ บริษัทเทคโนโลยีการเงิน และหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกเริ่มหันมาศึกษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้บล็อกเชนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “Stablecoin” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าอ้างอิงกับเงินสกุลหลัก เช่น ดอลลาร์สหรัฐ

รายงานล่าสุดจากธนาคารเพื่อการลงทุน Macquarie และสื่อด้านสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง CoinDesk ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบัน Stablecoin กำลังถูกมองในฐานะ “รางรถไฟใหม่ของระบบการเงินโลก” หรือ financial rails รุ่นใหม่ ที่สามารถทำให้การโอนเงิน การชำระเงิน และการชำระธุรกรรมทางการเงินเกิดขึ้นได้รวดเร็วและมีต้นทุนต่ำกว่าระบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มนี้กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่างโลกการเงินแบบดั้งเดิมกับโลกคริปโทเริ่มเลือนหายไป

Stablecoin จากเครื่องมือเทรด สู่โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน

ในช่วงแรก Stablecoin ถูกใช้เป็นหลักในตลาดคริปโท เพื่อทำหน้าที่เป็น “เงินสดดิจิทัล” สำหรับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลบนกระดานเทรด นักลงทุนใช้ Stablecoin เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของคริปโทในช่วงที่ต้องการพักเงินชั่วคราว

แต่ในปัจจุบัน บทบาทของ Stablecoin ได้ขยายออกไปไกลกว่านั้นมาก

ข้อมูลจาก Macquarie และ DefiLlama ระบุว่า ณ เดือนมีนาคม 2026 มูลค่าตลาดรวมของ Stablecoin ทั่วโลกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 313,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 50% จากปีก่อนหน้า โดย Tether (USDT) ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดที่ประมาณ 62% ขณะที่ USD Coin (USDC) ของ Circle ตามมาเป็นอันดับสองที่ราว 25% นอกจากนี้ ปริมาณธุรกรรม Stablecoin บนบล็อกเชนในปี 2025 ยังแตะระดับ 33 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าปริมาณธุรกรรมรวมของ Visa และ Mastercard ในปีเดียวกัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการใช้งาน Stablecoin ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในตลาดคริปโทอีกต่อไป ในภาคธุรกิจ Stablecoin เริ่มถูกนำมาใช้สำหรับการโอนเงินข้ามประเทศ (cross-border payment) เนื่องจากสามารถลดเวลาในการชำระเงินจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่นาที 

รายงานจาก Chainalysis ยังพบว่าในบางประเทศกำลังพัฒนา อย่างอาร์เจนตินา ไนจีเรีย และตุรกี ผู้รับเงินผ่าน Stablecoin มีสัดส่วนรายได้ส่วนนี้คิดเป็นราวหนึ่งในสามของรายได้ต่อปี ซึ่งสะท้อนถึงการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงการเก็งกำไร บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากยังเริ่มทดลองใช้ Stablecoin ในระบบชำระเงินสำหรับแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น เกมออนไลน์ บริการ AI และเศรษฐกิจดิจิทัลรูปแบบใหม่ โดย Circle และ Stripe กำลังพัฒนาระบบชำระเงินที่รองรับ AI agents ให้สามารถทำธุรกรรมด้วย Stablecoin ได้โดยตรง 

นักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่าในอนาคต Stablecoin อาจกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานหลักของระบบการชำระเงินโลก คล้ายกับบทบาทของเครือข่ายบัตรเครดิตหรือระบบโอนเงินระหว่างประเทศในปัจจุบัน

การเข้ามาของสถาบันการเงินและกฎระเบียบใหม่

การเติบโตของ Stablecoin และสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากความต้องการของนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังได้รับแรงผลักดันสำคัญจากการเข้ามาของสถาบันการเงินและการพัฒนากฎระเบียบในหลายประเทศ จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในปี 2025 คือการที่สหรัฐอเมริกาออกกฎหมาย GENIUS Act (Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act) ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2025 

กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายระดับสหพันธรัฐฉบับแรกของสหรัฐ ที่กำหนดกรอบการกำกับดูแล Stablecoin อย่างชัดเจน โดยกำหนดให้ผู้ออก Stablecoin ต้องสำรองทรัพย์สินในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 กับมูลค่าที่ออก และต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงิน ในยุโรปเองก็มีการบังคับใช้กฎหมาย MiCA (Markets in Crypto-Assets) อย่างเต็มรูปแบบในช่วงเดียวกัน รวมถึงฮ่องกงที่ออก Stablecoin Ordinance ในเดือนพฤษภาคม 2025

ความชัดเจนด้านกฎระเบียบดังกล่าวเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่กล้าก้าวเข้ามาในพื้นที่นี้อย่างจริงจัง Visa และ Mastercard เริ่มรองรับการชำระเงินด้วย USDC บนบล็อกเชนแล้ว ขณะที่ JPMorgan ทดลองใช้ JPMD ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบ tokenized, Citi เปิดตัว Token Services และ HSBC ทดลองใช้ระบบชำระเงินบนบล็อกเชนเช่นกัน 

การมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบยังทำให้สถาบันขนาดใหญ่ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทจัดการสินทรัพย์ และธนาคาร สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดได้มากขึ้น นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าปัจจัยเหล่านี้คือตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลก้าวเข้าสู่ช่วงการพัฒนาใหม่ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับระบบการเงินโลกมากกว่าที่เคยเป็นมา

โลกการเงินกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่

เมื่อมองภาพรวมของแนวโน้มที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าระบบการเงินโลกกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังถูกนำมาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชำระเงิน การโอนเงิน และการออกสินทรัพย์ทางการเงินรูปแบบใหม่ ในขณะที่ Stablecoin กำลังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเงินดั้งเดิมกับระบบเศรษฐกิจดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงความท้าทายในเชิงนโยบาย

ความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ “depeg risk” หรือความเสี่ยงที่ Stablecoin จะสูญเสียมูลค่าที่ตรึงไว้กับดอลลาร์ ในเดือนพฤษภาคม 2022 การล่มสลายของ TerraUSD (UST) ซึ่งเป็น algorithmic stablecoin ทำให้มูลค่าตลาดกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์หายไปภายในสัปดาห์เดียว และสร้างความเสียหายต่อเนื่องกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์ต่อตลาดคริปโทในภาพรวม แม้แต่ USDC ซึ่งเป็น Stablecoin ที่มีระบบสำรองทรัพย์สินอย่างชัดเจนก็ยังเคยดิ่งลงสู่ระดับ 0.88 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2023 เมื่อธนาคาร Silicon Valley Bank (SVB) ล้มละลาย เนื่องจาก Circle มีเงินสำรองจำนวน 3,300 ล้านดอลลาร์ติดอยู่ในธนาคารดังกล่าว

นอกจากนี้ Standard Chartered ยังเตือนว่าการเติบโตของ Stablecoin อาจดึงเงินฝากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ออกจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอาจกระทบต่อสภาพคล่องของระบบธนาคารในประเทศเหล่านั้น

ในระยะยาว แนวโน้มดังกล่าวอาจนำไปสู่ระบบการเงินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โปร่งใสมากขึ้น และสามารถรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่จะกำหนดว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นประโยชน์หรือสร้างความเปราะบางให้กับระบบการเงินโลก คือคุณภาพของกฎระเบียบและความสามารถในการบริหารความเสี่ยงที่แต่ละประเทศจะพัฒนาขึ้น 

สิ่งหนึ่งที่เริ่มเห็นได้ชัดคือ สินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียง “กระแสชั่วคราว” อีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม คริปโทและ Stablecoin กำลังค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของโลกยุคใหม่ 

และอาจมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในทศวรรษข้างหน้า


ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

#Stablecoin #เขยนกตกาใหมระบบการเงนโลก #จากเครองมอเทรด #สการชำระเงนของเศรษฐกจดจทล

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่