
นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็ก แถลงเปิดใจ ใช้เวลา8ปีผลักดัน ให้เด็กไทยได้รับวัคซีน PCV
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Pediatric Infectious Disease Society of Thailand (PIDST) โพสต์ข้อความระบุว่า
นายกสมาคมฯเปิดใจแถลง
—-
ในขณะที่เรากำลังจะได้รัฐบาลใหม่ด้วยความคาดหวัง เราก็ได้ข่าวดีซึ่งจะเป็นของขวัญสำหรับเด็กไทยที่รอคอยมายาวนานกว่า 8 ปี นั่นก็คือวัคซีน (Pneumococcal Conjugate Vaccine) หรือวัคซีน PCV ทั้งนี้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ 179 ในการเริ่มใช้วัคซีนตัวนี้ใน National Immunization Program(NIP) จากทั้งหมด 194 ประเทศทั่วโลก ประเทศที่ยังคงเหลืออยู่ล้วนเป็นประเทศที่ไม่มีความพร้อมด้านสาธารณสุขหรือมีปัญหาภายใน ได้แก่ Comoros, Egypt, Equatorial Guinea, Gabon, Guinea, Jordan, Saint Kitts and Nevis, Sri Lanka, Syrian Arab Republic, Antigua and Barbuda, Brunei Darussalam, Iran, Bosnia and Herzegovina, Iraq และประเทศจีน ซึ่งมีความพร้อมทุกอย่างแต่ไม่ได้จัด ให้เป็น national program ก็เพราะเขาให้แต่ละมณฑลไปดำเนินการจัดการจัดสรรตามความพร้อมของมณฑลตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้มีการจัดสรรให้แล้วเพราะเขาเป็นผู้ผลิตวัคซีนเอง ประเทศที่เริ่มให้วัคซีนนี้เมื่อไม่กี่เดือนก่อนก็คือ เวียดนาม (ปลายปี 2025), Maldives (เริ่มธันวาคม 2025), Cabo Verde (มกราคม 2026), Somalia และ Grenada (เมษายน 2025) รวมถึง Chad และ South Sudan ของเราถึงจะช้าสักหน่อย แต่ก็ได้แล้ว ดีใจมากๆ การได้มาซึ่งวัคซีน PCV เพื่อเด็กไทยสำเร็จในครั้งนี้ เกิดได้เพราะการผนึกกำลังร่วมใจของกุมารแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่มาช่วยกันร่วมขบวนการเรียกร้อง ทางสื่อโซเชียลและเวทีต่างๆ ทั้งนี้เพราะกลไกปกติมีความบกพร่อง
อ่านข่าว – สธ. ต่อรองราคาได้แล้ว วัคซีน PCV บอร์ดสปสช. เคาะ ฉีดเด็กเล็กทั่วประเทศ
อยากขอเล่าถึงความเป็นมาว่าเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ มีมติบอร์ด สปสช ว่าให้ชะลอการนำวัคซีน PCV เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ แต่ให้ไปนำร่องใหม่อีกเพียงหนึ่งจังหวัดหรือหนึ่งเขต ส่วนเงินที่ได้จัดสรรเอาไว้ตั้งแต่ 2 ปีก่อน จำนวน 225 ล้านให้นำไปใช้อย่างอื่น มตินั้นทำให้เรา “เอ็นขาด” เพราะเราเรียกร้องวัคซีนนี้ผ่านกระบวนการอันซับซ้อนของระบบ สปสช มา 8 ปีแล้ว ถูกเตะออกด้วยการขอข้อมูลเพิ่ม บอกว่าข้อมูลไม่สมบูรณ์ต่างต่างนานา เข้าสู่การพิจารณาคณะกรรมการต่างๆกว่า 14 กรรมการ พิจารณามากกว่า 17 ครั้ง คณะกรรมการแต่ละชุดกว่าจะได้บรรจุเรื่องนี้เข้าประชุมก็นานหลายเดือน กว่าจะถึงบอร์ดสุดท้ายก็เหงื่อตก เนิ่นนาน แม้ว่านักวิชาการจะได้ไปผลักดันในหลายเวที รวมถึงคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติด้วย และก็คาดว่า ครั้งนี้น่าจะได้แล้ว เพราะมีการตั้งงบประมาณรอไว้แล้วด้วย การให้วัคซีนเพื่อเด็กมันเห็นประโยชน์ชัดเจน ดูไม่น่าจะซับซ้อนเลย จากการแกะรอยของเรา จึงพบว่ามีการปรับปรุงข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงนำเสนอแก่คณะกรรมการผู้มีอำนาจตัดสินใจ หรือบอร์ด สปสช ทำให้เข้าใจว่าวัคซีนนี้ไม่มีความคุ้มค่า ทั้งนี้เพราะคณะกรรมการผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจนั้น ไม่มีผู้เชี่ยวชาญร่วมอยู่ในคณะกรรมการดังกล่าวเลย เมื่อได้รับข้อมูลที่ปรับแต่งขึ้นมาให้พิจารณา ก็เชื่อโดยสนิทใจและเข้าใจตามนั้นแลยว่าวัคซีนไม่มีความคุ้มค่า และการที่ สปสช มีความฝืดเคืองด้านการเงินอยู่แล้วจึงต้องการเก็บเงินทุกบาทในโครงการที่ “ไม่คุ้มค่า” เพื่อดึงมาใช้ในโครงการอื่นๆที่ดำเนินอยู่ ได้แก่ นวัตกรรม 7 ประเภทซึ่งใช้เงินมหาศาล และไม่ได้รักษาชีวิตเหมือนวัคซีนด้วยซ้ำ
—-
พวกเราอาจจะงงว่าข้อมูลที่ถูกบิดเบือนนั้นคืออะไร
.
– บิดเบือนว่าโรค IPD มีเพียง 153 รายทั้งประเทศต่อปี โดยยึดถือตัวเลข 153 ราย จากจำนวนผู้มาขอเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจาก สปสช ซึ่งเมื่อคูณค่า DRG สำหรับปอดอักเสบ เคสละ 16,000 บาทก็จะทำให้ สปสช ต้องจ่ายเงินเพียง 2.5 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับค่าวัคซีนถึงมากกว่า 300 ล้าน จึงไม่คุ้ม ทั้งนี้ท่านไม่ได้คิดถึงความสูญเสียอันเกิดขึ้นจากโรครุนแรงและความเสียชีวิต รวมทั้งเคสที่เพาะเชื้อไม่ขึ้น จึงไม่ได้ระบุว่าเป็น IPD แต่แท้จริงแล้วเป็นโรคนี้ และการรักษา IPD ที่รุนแรงมากแม้จะมีค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลเป็นแสนบาทแต่ สปสช ก็ให้เบิกจ่ายได้แค่ 16,000 บาท รวมทั้งมีเคสที่ไม่ได้รักษาอยู่ในระบบของ สปสช อีกมากมายมหาศาล เด็กที่เสียชีวิตหรือพิการแต่ละราย ประเมินเป็นมูลค่าไม่ได้เลย
.
– ในการวิเคราะห์ข้อมูล cost effective analysis ซึ่งผู้เชี่ยวชาญ HITAP ได้มีการทำอย่างมาตรฐาน โดยมีอาจารย์กุมารแพทย์ของเราเป็นผู้ร่วมวิจัยด้วย ได้วิเคราะห์โดยปรับประสิทธิภาพของวัคซีนตามกลุ่มโรคอันเหมาะสมแล้ว แต่อนุคณะกรรมการที่พิจารณา บอกว่าการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญนั้นไม่ได้ปรับประสิทธิภาพของวัคซีนต่อปอดอักเสบ (ทั้งๆที่ผู้เชี่ยวชาญพยายามอธิบายแล้วว่าได้ปรับแล้ว แต่ไม่ฟังหรืออาจจะฟังไม่เข้าใจ) จึงนำผลการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญไปปรับลดประสิทธิภาพของวัคซีนต่อปอดอักเสบ ลงไปให้เหลือหนึ่งในสาม โดยบอกว่าปอดอักเสบเกิดจากเชื้อนี้ไม่เกินหนึ่งในสาม จึงทำให้ผลการศึกษาออกมาเป็นไม่คุ้ม นับเป็นการบิดเบือนข้อมูลที่รุนแรง
—-
แต่เพราะเสียงเรียกร้องจากพวกเราในกระแสโซเชียลมีเดียและสื่อต่างๆ ทั้งสื่อหลักและสื่อรอง จนทำให้กรรมการต่างๆได้ยิน และถามว่ามีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้น ทำไมพวกเราจึงเรียกร้องเสียงดังมากขนาดนี้และตำหนิติเตียนคณะกรรมการมากขนาดนี้ จึงได้หันเหลียวมา เปิดโอกาสให้พวกเราในนามสมาคมโรคติดเชื้อในเด็ก ราชวิทยาลัยกุมารฯ สถาบันวัคซีนและกรมควบคุมโรค โดยเฉพาะกองระบาดฯ ซึ่งเป็นพระเอกเลย เพราะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลที่ตรงไปตรงมา ได้มีการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง รวมทั้งการดำเนินการของคณะกรรมาธิการที่เราเข้าไปเรียกร้อง จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมติและเข้าสู่กระบวนการใหม่ และให้ใช้งบประมาณที่ตั้งไว้ฉีดให้เด็กทั้งประเทศเป็นปีแรกที่ แต่กว่าจะจัดซื้อและทำกระบวนการทุกอย่าง รวมทั้งเทรนนิ่งเสร็จ ก็จะเข้าไปประมาณหลังเดือนสิงหาคมเลย ต้องอดใจรอจริงๆ แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าได้แน่แน่ มิฉะนั้นไม่รู้ว่าจะอีกกี่ปี อาจจะกลายเป็นประเทศสุดท้ายในโลกที่ได้วัคซีนตัวนี้เลยก็ได้ ทุกๆวันที่เราช้า มีเด็กเป็น IPD เกิดขึ้นวันละ 2-4 ราย ปอดอักเสบรายใหม่จากเชื้อนี้เกิดขึ้นวันละ 20-40 ราย และมีเด็กเสียชีวิตหรือพิการจากโรคนี้วันละ 1 ราย คิดดูแล้วกันว่า เราสูญเสียไปมากแค่ไหนแล้วใน 8 ปีที่ผ่านมา ไม่นับความทุกข์ยากลำบากของครอบครัวที่ประเมินค่าไม่ได้
—-
โชคดีว่าเมื่อประมาณกว่าสองปีก่อน คณะกรรมการชุดก่อนหน้านั้นได้เห็นผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าและคิดว่าวัคซีนตัวนี้ ซึ่งขณะนั้นผลักดันมานานกว่า 5 ปีแล้วในขณะนั้น สมควรได้เข้า national program จึงได้ตั้งงบประมาณรอเอาไว้ที่ 225 ล้านบาท ในวันนี้จึงมีงบประมาณก้อนนั้นรออยู่ให้ใช้ได้ พวกเราจะเห็นได้เลยว่าการต่อสู้ผลักดันมาอย่างยาวนาน เด็กเด็กควรได้รับวัคซีนนี้ตั้งแต่ 2-3 ปีก่อนก็ลากยาวมาจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้วัคซีนเลย งานนี้ถ้าไม่ได้มีการตั้งงบประมาณเอาไว้แล้วเมื่อหลายปีก่อน วันนี้เด็กเด็กก็ยังจะไม่ได้รับวัคซีนอยู่ดี
—-
ในกระบวนการเรียกร้องจึงได้เห็นความผิดปกติของระบบการพิจารณาของ สปสช เราได้เห็นว่าอำนาจการตัดสินใจอยู่ในคณะกรรมการ ซึ่งมีกลุ่มกรรมการคนเดิมๆจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีการเวียนไปเวียนมาในกรรมการต่างๆของ สปสช เป็น “กรรมการขาประจำ” ตลอดเวลา กลุ่มนี้มีทั้งที่ไม่ใช่แพทย์และที่เป็นแพทย์ด้วย ซึ่งเรื่องนี้มีการเปิดเผยกันมากมายทางโซเชียลมีเดียที่ก่อนหน้านี้พวกเราไม่ได้เคยสนใจเลย แต่เมื่อต้องมาต่อสู้เพื่อวัคซีนให้เด็กเด็ก จึงเห็นสิ่งเหล่านี้และได้เห็นความเสียงดังของกรรมการแต่ละท่านจากการถอดเทปการประชุมที่หลุดมาในโลกโซเชียล ซึ่งอภิปรายในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ ให้ความเห็นที่เพี้ยนกันไปหมด
—-
ขอแอบกระซิบหน่อยว่า หลังจากอ่านรายงานที่ถอดเสียงออกมาอย่างละเอียดแล้ว ต้องชื่นชมท่านรัฐมนตรีซึ่งท่านไม่ใช่แพทย์ แต่เมื่อท่านได้เห็นข้อมูลของกระทรวงแล้วก็เข้าใจอย่างรวดเร็วและเป็นคนเดียวที่สนับสนุนการให้วัคซีน PCV กับเด็กไทย โดยพูดอย่างถูกต้องตรงหลักการและวิชาการ พยายามผลักดันให้เด็ก จนเป็นที่ประหลาดใจมากว่า ทำไมกรรมการท่านอื่นๆไม่สามารถเข้าใจได้เหมือนท่านรัฐมนตรีเลย ทำให้บอร์ดกลายเป็น innocent Board ซึ่งอันตรายมากที่เรามีบอร์ดซึ่งตัดสินใจเงินมหาศาลของประเทศชาติ แต่เป็นบุคลากรที่ไม่มีความรู้ตรงกับเรื่องนั้นนั้นและไม่มีการนำผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นนั้นให้ความรู้แก่ท่าน
—-
ย้ำอีกทีเลยค่ะว่างานนี้ วัคซีนสำหรับเด็กไทยที่ได้มา ก็เพราะเสียงเล็กเล็กจากพวกเราที่รวมพลังโดยเฉพาะทางโซเชียลมีเดียและการออกสื่อต่างๆโดยแท้จริง มิฉะนั้นสิ่งดีดีนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย
—-
อีกสิ่งที่เราได้เรียนรู้คือมีกระบวนการที่พยายามสกัดกั้นพวกเรา ด้วยการบอกว่าพวกหมอเด็กมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือกระทั่งบอกว่าพวกหมอเด็กทำข้อมูลเพื่อเอาใจนักการเมือง สิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้พวกเราหวั่นไหว โชคดีที่มีอายุมากกันแล้วทั้งนั้นและเป็นที่รู้จักตลอดชั่วชีวิตของการทำงานว่า พวกเรามีตัวตนอย่างไร ทำงานเพื่อวิชาการและเด็กเด็กของเราอย่างไร บทเรียนนี้ทำให้เราต้องจับจ้องมองดูกระบวนการ สปสช ที่จัดสรรผลประโยชน์ตรงต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ ท่านใดที่ได้มีโอกาสปฎิบัติหน้าที่อยู่ตรงนี้ช่วยกันนะคะ ประเทศไทยเราจะเดินไปได้ก็ด้วยพลังสติปัญญาและความเป็นธรรม
—-
จากนี้วัคซีนตัวต่อไปที่เด็กเด็กต้องการ น่าจะเป็นวัคซีนรวมเข็ม 6 โรค เพื่อให้ในแต่ละครั้งที่เด็กเล็กมากรับวัคซีนไม่ต้องฉีดหลายเข็ม ตอนนี้ Hexavalent whole cell (DTwP-HB-Hib-IPV) ขึ้นทะเบียนแล้ว และวัคซีนไข้เลือดออกคือตัวถัดไปในการพิจารณา vaccine prioritization ของคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เพราะวัคซีนคือสิ่งที่มีความคุ้มค่ามากมีการคำนวนว่า ทุก 1 บาทที่ใช้จ่ายกับค่าวัคซีนทำให้เกิดประโยชน์ย้อนกลับมาอย่างน้อย 20-50 บาท ปัจจุบันเด็กเกิดน้อยลงมาก ทุกๆชีวิตมีคุณค่า นี่คือทรัพยากรและอนาคตของชาติ ไม่มีอะไรจะคุ้มไปกว่าการปกป้องดูแลเด็กเด็กของเราอีกแล้ว
—-
วัคซีนมีความสำคัญระดับชาติ ดูอย่างในประเทศคิวบา เขามองว่าโรคเป็นข้าศึกศัตรูของประเทศ เพราะทำให้ประชาชนป่วยและเสียชีวิต เขาจึงพิจารณาว่าให้วัคซีนมีความสำคัญเสมือนอาวุธไว้ป้องกันประเทศ เราจึงเห็นว่าเขามีโรงงานผลิตวัคซีนมานานมากๆ ทั้งที่ไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวยเลย เราน่าจะดูแบบเขา ที่จริงแล้วเราอยากเรียกร้องให้วัคซีน ถูกจัดอยู่ในกลุ่มงบประมาณพิเศษที่ไม่มีการทับซ้อนกับค่ารักษาพยาบาล มิฉะนั้นวัคซีนจะถูกเตะออกมาเสมอเพราะไปแย่งกับค่ารักษา และมีความคิดผิดๆที่ว่า วัคซีนเด็กต้องเป็นหน้าที่และภาระของพ่อแม่ โดยไม่สนใจว่าเด็กจะมีโอกาสได้เข้าถึงวัคซีนอย่างเท่าเทียมหรือไม่ วัคซีนเพื่อเด็กๆไม่มีแนวหน้าคอยเรียกร้องปกป้องให้ จึงถูกละเลยมาโดยตลอด เราสูญเสียไปมากแล้ว ควรที่จะต้องปรับระบบของเราได้แล้ว
—-
สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ ในยุคนี้การอยู่เงียบเงียบจะไม่ทำให้เกิดสิ่งดีงามขึ้น เราจำเป็นต้องออกเสียงดังดัง เมื่อมันเป็นเรื่องที่ต้องทำเพื่อคุณงามความดี และเมื่อเราจะทำความดี อย่าหวั่นไหวต่อสิ่งมากระทบหรือการกล่าวหา เมื่อการกล่าวหานั้นไม่ถูกต้องไม่ดีงาม สิ่งเหล่านั้นจะตกอยู่ที่ผู้กล่าวหาเอง
—-
“ขอบคุณจากใจที่พวกเราไม่อยู่นิ่งและเป็นพลังช่วยกันจนงานนี้สำเร็จ เพราะนักวิชาการทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น คนฟังน้อยกว่าเสียงสะท้อนจากสังคมซึ่งเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่”
—-
ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ
นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย
วันที่ 16 มีนาคม 2569
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#นายกสมาคมโรคตดเชอในเดก #แถลงเปดใจ #ใชเวลา8ปผลกดน #ใหเดกไทยไดรบวคซน #PCV


