
รัฐบาลอนุทิน 2 โดยการนำของพรรคภูมิใจไทย มีทั้ง “งานการเมือง” และ “ภารกิจบ้านเมือง” ของตนเอง
“งานการเมือง” แรกที่สำคัญที่สุดของพรรคสีน้ำเงิน คือ การหยุดพรรคประชาชน ให้สูญสิ้นความชอบธรรมทางการเมืองในสนามเลือกตั้ง แล้วภูมิใจไทยก็ทำได้สำเร็จ
งานการเมืองลำดับถัดมา คือ การจัดหน้าตา รูปทรง ความสัมพันธ์ทางอำนาจในรัฐบาลเสียใหม่
รูปธรรมชัดเจนคือการไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมอยู่ในรัฐบาลอนุทิน 2 ซึ่งย่อมเกิดจากเหตุผลทางการเมืองแน่ๆ
ไม่ว่าจะเป็นประเด็นคุณธรรมจริยธรรมทางการเมือง อันเนื่องมาจากข้อครหาเรื่อง “สีเทา” ของกล้าธรรม
หรือจะเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ในการทำงานการเมือง ที่กล้าธรรมเดินตามรอยภูมิใจไทยมากเกินไป จนสักวันอาจจะเติบใหญ่ขึ้นมาวัดรอยเท้าและกลายเป็นคู่แข่งที่มีขนาดทัดเทียมพรรคสีน้ำเงินได้
จึงจำเป็นจะต้องถูก “ตัดตอน-บอนไซ” ไปเสียก่อน
แต่เมื่อประเทศมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ (ซึ่งก็คือนายกฯ คนเดิม ที่ได้ดำรงตำแหน่งสมัยที่สองต่อเนื่องกัน) อย่างเป็นทางการ และกำลังจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งมีทั้งส่วนที่คงเดิมและแตกต่างจาก ครม.ชุดรักษาการในปัจจุบัน
“ภารกิจบ้านเมืองใหญ่ๆ” ก็ปรากฏขึ้นท้าทายรัฐบาลทันที
นั่นคือวิกฤตพลังงาน วิกฤตน้ำมัน ที่เป็นผลกระทบมาจากสภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง
หากตัดความสลับซับซ้อน ตัดเรื่องเทคนิคเข้าใจยากต่างๆ ออกไปให้หมด
สภาพการณ์ที่คนไทยเจอในทุกวันนี้ คือ แม้รัฐบาลรักษาการและผู้รับผิดชอบภายใต้อำนาจของนายกฯ จะออกมาชี้แจงว่า ปัญหาขาดแคลนน้ำมันที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ สามารถบริหารจัดการแก้ไขได้ทันที
ที่เรื่องดูใหญ่โตลุกลามเกินจริงอาจเป็นเพราะประชาชนตื่นตระหนกตกใจไปเองด้วยซ้ำ หรือไม่ก็เป็นความบกพร่องไม่ชอบมาพากลของผู้ประกอบการรายย่อยๆ บางเจ้า
แต่จนถึงบัดนี้ ปัญหาที่สามารถบริหารจัดการได้เหล่านั้นกลับยังไม่หมดไป แถมแพร่กระจายในวงกว้างมากขึ้น แม้กระทั่งคนกรุงเทพฯ ที่ได้เปรียบประชาชนพื้นที่อื่นๆ ในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำมันตลอดมา ก็เริ่มได้รับผลกระทบอย่างจริงจังแล้ว
นี่คือภารกิจบ้านเมืองที่ท้าทายความสามารถของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่อย่างยิ่งยวด โดยยังไม่ต้องคิดไกลไปถึงฉากทัศน์ที่ว่าวิกฤตพลังงานรอบนี้ กำลังจะส่งผลให้ค่าครองชีพอื่นๆ ต้องถีบตัวสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้
อย่างไรก็ตาม ในสภาวะทุกข์ร้อนเช่นนี้ “งานการเมือง” ของผู้นำใน (และเบื้องหลัง) รัฐบาล ก็คล้ายจะยังไม่หมดไป
หลังสกัดพรรคกล้าธรรมได้แล้ว ล่าสุด ยังเพิ่งมีกรณีดีเอสไอ ภายใต้กระทรวงยุติธรรม ดำเนินคดีข้อหาบุกรุกที่ดินกับ “บ้านใหญ่แป้งมัน” แห่งนครราชสีมา ซึ่งทรงอิทธิพลอย่างสูงในพรรคเพื่อไทยยุคปัจจุบัน
แม้แต่ “สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” คนการเมืองรุ่นใหม่ที่ดูไม่ค่อยเป็นพิษเป็นภัยกับใคร มีดีกรีเป็นรัฐมนตรีว่าการมาแล้ว 3 กระทรวง ทั้งยังมีรายชื่อเป็นว่าที่รัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน 2 ก็พลอยโดนหมายเรียกไปด้วย จนอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของเจ้าตัว
แม้ในถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการของเจ้าหน้าที่ กระบวนการนี้ย่อมไม่ใช่ “เรื่องการเมือง” แต่ทุกฝ่ายที่เห็นข่าว ล้วนตระหนักดีว่านี่เป็น “ยุทธวิธีในการบริหารจัดการอำนาจ” และ “การควบคุมคู่แข่งทางการเมือง” อย่างไม่ต้องสงสัย
โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึง “บาดแผลในอดีต” ที่ภูมิใจไทยและ “กำนันป้อ-วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” เคยมีต่อกัน
ความท้าทายของผู้นำหรือคณะผู้นำรัฐบาล ก็คือจะทำอย่างไรให้ “งานการเมือง” และ “ภารกิจบ้านเมือง” ดำเนินคู่ขนานกันไป แบบไม่ส่งผลเสียหายซึ่งกันและกัน
หรือในบริบทที่รัฐบาลควรจัดเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังของการงานภารกิจที่ตนเองต้องปฏิบัติ นี่อาจเป็นห้วงเวลาที่จำเป็นจะต้องหันมาทุ่มเทให้ “ภารกิจบ้านเมือง” โดยละทิ้ง “งานการเมือง” บางอย่างไปก่อนหรือไม่?
ปราปต์ บุนปาน
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#สถานคดเลขท #งานการเมอง #ภารกจบานเมอง #โดย #ปราปต #บนปาน


