ไม่ดูไม่ได้แล้ว กรมเจรจาฯ ชี้ ART มาเลเซีย-สหรัฐ โมฆะ ไม่มีผลต่อไทย ร่วมทีมเฉพาะกิจพณ. แก้เกมกำแพงภาษีสหรัฐ

0
0
561520000
561520000

กรมเจรจาฯ ชี้ ART มาเลเซีย-สหรัฐ โมฆะ ไม่มีผลอะไรต่อไทย ร่วมทีมเฉพาะกิจพณ. แก้เกมกำแพงภาษี ม. 301 สหรัฐ กาง6เดือนเร่งปิดดีลเอฟทีเอ 3 ฉบับ อาเซียนถกรับมือศก.โลกป่วน

นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐฯว่า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้งคณะทำงานเตรียมการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะ แนวทางเตรียมการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐฯ รวมถึงเตรียมการหารือและแก้ไขปัญหากรณีสหรัฐฯ ประกาศเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของ Trade Act of 1974 ซึ่งไทยมีกำหนดจะต้องจัดส่งความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรเข้าระบบไต่สวนของสหรัฐฯ ภายในวันที่ 15 เมษายน 2569 และคาดว่าจะได้สรุปผลการสอบสวนในเดือนกรกฎาคมปีนี้

ทั้งนี้ ในส่วนของภายใต้มาตรา 301 ซึ่งไทยเตรียมชี้แจงและโต้ข้อกล่าวหา 2 กรณี คือ ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ในภาคอุตสาหกรรม ที่มี 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเกินดุลการค้าในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ กับ แนวทางปฎิบัติทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ อาทิ สินค้าปลา/น้ำมันปลา อาหารสัตว์ เสื้อผ้า เป็นต้น โดยคณะทำงานก็มีการเตรียมข้อมูลต่างๆเพื่อชี้แจง ซึ่งในหลายเรื่องก็ยังไม่ชัดเจน อย่างด้านแรงงาน ก็แค่บอกกลุ่มสินค้า แต่ก็ไม่ได้ลงในรายละเอียดพิกัดที่ไทยส่งออก ซึ่งมาตรา 301 หากประเทศใดเจอตามที่สหรัฐฯไตร่สวน ก็ต้องถูกเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐเพิ่มจากภาษีปกติ และไม่อาจระบุได้ว่าจะเสียเท่าไหร่ ซึ่งไทยเองก็ยังไม่เผยถูกใช้มาตรการ 301 ทั้งสองกรณีมาก่อน

“ในกรณีดังกล่าว ก็มีโอกาสที่สหรัฐจะหาทางที่จะเก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 ซึ่งอัตราภาษีอาจแตกต่างกันทั้งรายสินค้า และ รายประเทศ “ นางสาวโชติมา กล่าว และว่า  สำหรับกรณีมาเลเซียประกาศให้ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ที่ทำกับสหรัฐ เป็นโมฆะ นั้น ก็ได้สอบถามไปยังมาเลเซีย ได้รับการชี้แจงว่าเป็นการคาดเคลื่อนในการสื่อสารของข่าวที่ออกมา และมาเลเซียยังเจอภาษีชั่วคราว 10% เหมือนทุกประเทศ จากเดิมที่เจอภาษี 19% ดังนั้น จึงไม่มีนัยอะไรต้องประเทศไทย ซึ่งไทยอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ล่าสุดสหรัฐก็จะออกมาตรการใหม่ขึ้นไปอีก กรณีนำมาตรการ 301 มาใช้กับนานาประเทศ

นางสาวโชติมา กล่าวว่า สำหรับแผนการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทย ในปี 2569 ว่า กรมจะเร่งเดินหน้าผลักดันการเจรจา FTA ที่คงค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ไทย-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา ซึ่งตั้งเป้าให้สามารถสรุปผลได้ภายในปี 2569 สำหรับ FTA ที่ไทยได้ลงนามในช่วงที่ผ่านมา 3 ฉบับ กับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟตา) และภูฏาน ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินกระบวนการภายใน โดยตั้งเป้าให้ความตกลงมีผลใช้บังคับภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 สำหรับ FTA กับศรีลังกา ขณะนี้ศรีลังกาอยู่ระหว่างดำเนินกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับ

นางสาวโชติมา กล่าวว่า กรมยังให้ความสำคัญกับการเจรจายกระดับความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย และการเจรจา FTA ไทย-เปรู ฉบับสมบูรณ์ ตั้งเป้าให้สามารถสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569 รวมทั้งเร่งเจรจาเพื่อปิดดีลความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งหากเจรจาแล้วเสร็จจะถือเป็นความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลก ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตลาดและฐานการผลิตของอาเซียนสู่การค้าดิจิทัล เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยอาเซียนมีกำหนดจัดการประชุมรอบสุดท้ายในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้ และตั้งเป้าให้กระบวนการทุกอย่างแล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถลงนามความตกลง DEFA ได้ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

นางสาวโชติมา กล่าวว่า ไทยได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA JC) ครั้งที่ 5 ณ เครือรัฐออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยสองฝ่ายเห็นถึงโอกาสของ FTA ไทย-ออสเตรเลีย ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาการเจรจาประเด็นใหม่ๆ และการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อให้ FTA ฉบับนี้ส่งเสริมการค้ายุคใหม่ นอกจากนี้ ยังได้หารือกับออสเตรเลียในการประชุมยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2 ในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างไทย-ออสเตรเลียว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หรือเซก้า ที่ต่อยอดจาก FTA ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนและต่อยอดความร่วมมือจากพันธกรณี
ภายใต้ FTA ไปสู่มิติที่หลากหลายและครอบคลุมกว่า 8 สาขา อาทิ เกษตร เทคโนโลยี และระบบอาหารที่ยั่งยืน การท่องเที่ยว การศึกษา การค้าดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงพลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว โดยทั้งสองฝ่ายเล็งเห็นโอกาสในการปรับปรุงความร่วมมือภายใต้เซก้าให้เท่าทันเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง อาทิ การหารือเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและส่งเสริมความร่วมมือพลังงานสีเขียว เพื่อรองรับความท้าทายในอนาคต

สำหรับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ไทยได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 32 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยได้หารือแนวทางการรับมือกับความเสี่ยงและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความกังวลต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงาน เส้นทางการขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานโลกมีความผันผวน โดยอาเซียนได้ประกาศ “แถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนว่าด้วยการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอาเซียนเพื่อตอบสนองต่อพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน” โดยอาเซียนจะร่วมกันรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้เป็นตลาดที่เปิดกว้างต่อการค้า การลงทุน และสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีจากสถานการณ์ความผันผวนและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้อาเซียนโดยเฉพาะไทยควรเน้นย้ำบทบาทในฐานะ “ภูมิภาคที่ไว้วางใจได้” สำหรับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก โดยแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนระบบการค้าที่เปิดกว้างตามกติกา การมีเศรษฐกิจภายในภูมิภาคที่เข้มแข็ง รวมถึงมีกลไกที่รองรับการค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะกรอบความตกลง DEFA ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตลาดและฐานการผลิตของอาเซียนสู่การค้าดิจิทัลและช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อภูมิภาค

ทั้งนี้ ในปี 2568 การค้าของไทยกับ 18 ประเทศคู่ค้า FTA มีมูลค่า 404,963.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนร้อยละ 59.2 ของการค้ารวมของไทย โดยไทยส่งออกไปประเทศคู่ค้า FTA มูลค่า 183,897.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากประเทศคู่ค้า FTA มูลค่า 221,066.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของไทย อาทิ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ และ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์

สำหรับการค้ารวมของไทยกับโลก ในปี 2568 มีมูลค่า 684,578.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 12.9 โดยการส่งออกของไทย มีมูลค่า 339,635.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า มีมูลค่า 344,943.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักร ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของไทย อาทิ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ น้ำมันดิบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

“ สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง และความผันผวนของราคาน้ำมัน และอื่นๆ กำลังเป็นตัวเร่งให้การเจรจาเอฟทีเอ จะได้ข้อสรุปเร็วขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ที่มีต่อต้นทุนและการค้าโลก อาทิ ไทย-อียู เห็นตรงกันว่าจะเร่งสรุปให้ได้ภายในปี 2569 ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางในการเปิดตลาดระหว่างกัน “

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่ากรณีสหรัฐฯ ประกาศเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของ Trade Act of 1974 นั้น ภายวันที่ 15 เมษายน นี้ วันสุดท้ายสำหรับการยื่นข้อเสนอแนะและหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสของมาตรฐานแรงงานไทย จากนั้น วันที่ 28 เมษายน การเปิดไต่สวนสาธารณะ (Public Hearing) ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายในการชี้แจงต่อนโยบาย และภายในเดือนกรกฎาคม จะได้ สรุปผลการสอบสวน ซึ่งจะประจวบเหมาะกับช่วงที่ภาษีชั่วคราว 10% ตามมาตรา 122 ของทรัมป์หมดอายุพอดี


ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

#กรมเจรจาฯ #ช #ART #มาเลเซยสหรฐ #โมฆะ #ไมมผลตอไทย #รวมทมเฉพาะกจพณ #แกเกมกำแพงภาษสหรฐ

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่