
ศุภจี มอบการบ้านทูตพาณิชย์ ปรับแผนรับมือศก.โลกผันผวน สั่งลุยตลาดใหม่ ดันส่งออกเกษตรและบริการ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการประชุมแผนผลักดันการค้าระหว่างประเทศเชิงรุก ปี 2569 ของผู้บริหารระดับสูง กับ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) 58 แห่งทั่วโลก ใน 43 เขตเศรษฐกิจ เพื่อประเมินสถานการณ์การค้าโลกเชิงลึก และกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการส่งออกไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เมื่อบ่ายวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามตะวันออกกลาง นโยบายการค้า และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ประเทศไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การส่งออกยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 11.1 ล้านล้านบาท
เมื่อพิจารณาโครงสร้างการส่งออกพบความท้าทายสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่
- การกระจุกตัวของตลาดส่งออก ปัจจุบันไทยพึ่งพาตลาดหลักกว่า 30% ของการส่งออกทั้งหมด และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และพยายามผลักดันการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ
- การกระจุกตัวของผู้ส่งออก ประเทศไทยมีผู้ประกอบการส่งออกกว่า 30,000 ราย แต่ผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงประมาณ 7,000 ราย มีสัดส่วนการส่งออกถึง 84% ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs มีเพียง 16% จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพ SMEs และช่วยหาตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดโลก
- โครงสร้างการผลิตที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบสูง จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วน Local Content และส่งเสริมสินค้า Made in Thailand เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ
นางศุภจี กล่าวว่า ในสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง หรือ VUCA World มาจาก Volatility, Uncertainty, Complexity, Ambiguity (ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ) ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ต้องปรับยุทธศาสตร์การทำงาน เปลี่ยนเป็น VUCA ที่ประกอบด้วย Vision, Understanding, Clarity, Agility (วิสัยทัศน์ ความเข้าใจ ความชัดเจน และความคล่องตัว) รับมือกับความเปลี่ยนแปลงโดยนำแนวคิด TAM Model มาใช้ คือ Think Big – Act Small – Move Right คือ คิดเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนเริ่มจากจุดเล็ก ๆ และปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์อย่างถูกต้องเหมาะสม พร้อมมอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกทำงานเชิงรุก โดยเน้น รักษาตลาดเดิมควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่ (Market Diversification) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักมากเกินไป
นางศุภจี กล่าวว่า แนวทางนั้น ตลาดสำคัญที่ต้องเร่งขยาย เช่น 1. อินเดียและเอเชียใต้ มุ่งเน้นสินค้าอาหาร วัตถุดิบอุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ เช่นเรื่อง การสนับสนุนวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเมืองรองที่มีชนชั้นกลางและกำลังซื้อเพิ่มขึ้น 2. จีน เร่งรุกตลาดสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์ พร้อมขยายตลาดสู่จีนตะวันตกและจีนชั้นในรวมทั้งใช้ช่องทางออนไลน์และ KOL ในการทำตลาดตะวันออกกลาง ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด พร้อมหาเส้นทางโลจิสติกส์สำรองและรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน 3. ญี่ปุ่น โอกาสที่ไทยและญี่ปุ่นจะครบรอบ 140 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 ร่วมกันกำหนดทิศทางความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น 4. ยุโรป ในปีนี้ ครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 170 ปี ไทยและฝรั่งเศส ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีในการต่อยอดส่งเสริมสินค้าและวัฒนธรรมไทยในภูมิภาคยุโรป
” ได้กำชับให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเร่งผลักดัน สินค้าเกษตรและผลไม้ไทย สู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมเตรียมรองรับฤดูกาลผลไม้ไทยที่กำลังจะออกสู่ตลาด พร้อมกันนี้ กระทรวงยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริม ธุรกิจบริการของไทย อาทิ ดิจิทัลคอนเทนต์ เกม ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์ ร้านอาหารไทย และธุรกิจสุขภาพและเวลเนส ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ในตลาดโลก ซึ่งการส่งออกยังคงเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย เราต้องปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทำงานเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการขยายตลาดใหม่ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก” นางศุภจี กล่าว
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ DITP กล่าวว่า จากที่กระทรวงพาณิชย์จัดโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นๆ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการคึกคัก โดยมีผู้ส่งออกไทยเข้าร่วม 101 บริษัท จาก 22 จังหวัดร่วมเจรจาการค้ากับผู้นำเข้า 90 บริษัท จาก 18 ประเทศ ส่งผลจับคู่ธุรกิจรวม 604 คู่เจรจา สร้างมูลค่าการค้า 2,978 ล้านบาท แบ่งเป็น มูลค่าสั่งซื้อทันที 85 ล้านบาท และมูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปีกว่า 2,892 ล้านบาท
ทั้งนี้ สินค้าที่ได้รับความสนใจมากสุด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มังคุด และมะพร้าว อีกทั้งในครั้งนี้มีการลงนามบันทึกความตกลงซื้อขาย ( MOP) 10 คู่ ระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อส่งออก มะพร้าวและผักผลไม้อื่น ๆ รวม 3,000 ตัน มูลค่ากว่า 143 ล้านบาท เป็นอีกก้าวสำคัญขยายตลาดผลไม้ไทยสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมกันนี้ ได้จัดกิจกรรมนำคณะผู้นำเข้าและผู้ซื้อที่มีศักยภาพกว่า 50 ราย อาทิ จีน ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สหรัฐ มาเลเซีย และไต้หวัน เยี่ยมชมแหล่งผลิตผลไม้ไทย ณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์ทุเรียนพื้นบ้านนนทบุรี (สวนตาก้าน) และ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม คาดว่าจะช่วยเพิ่มการสั่งซื้อในอนาคต
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#ศภจ #สงปรบแผนรบมอเศรษฐกจโลกผนผวน #ลยตลาดใหม #ดนสงออกเกษตรบรการ


