ไม่ดูไม่ได้แล้ว ส.อ.ท. ชี้ ดีเซล 33 บาท ยังพอรับได้ หากเกิน 35 เสี่ยงราคาสินค้าพุ่ง

0
3

ส.อ.ท. ชี้ ดีเซล 33 บาท ยังพอรับได้ หากเกิน 35 เสี่ยงราคาสินค้าพุ่ง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังรัฐบาลประกาศปรับราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล โดยตรึงเพดานดีเซลไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ว่า แม้การปรับขึ้นจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ภาคธุรกิจมีเวลาปรับตัว แต่ยอมรับว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม เยื่อกระดาษ แก้ว ปูนซีเมนต์ ปิโตรเคมี และเซรามิก ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึง 35-50% มีแนวโน้มได้รับผลกระทบหนักและอาจทยอยปรับขึ้นราคาในระยะถัดไป ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานเฉลี่ยราว 12-20% ยังสามารถรับมือได้ในระดับหนึ่ง หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มไม่มาก แต่หากปรับขึ้นต่อเนื่องถึงระดับหนึ่งจะเริ่มเห็นการปรับราคาสินค้า โดยยังขึ้นอยู่กับสต๊อกสินค้าและต้นทุนขนส่งที่ปัจจุบันปรับสูงขึ้นจากปัญหาการขนส่งทางเรือที่ล่าช้าและค่าระวางที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันเงินเฟ้อในอนาคต

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ตนมองว่าระดับราคาดีเซลไม่เกิน 33 บาทต่อลิตรยังอยู่ในกรอบที่ภาคธุรกิจรับได้ และใกล้เคียงระดับที่เศรษฐกิจไทยเคยรองรับได้ที่ประมาณ 35 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันปรับสูงเกินระดับดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในวงกว้าง พร้อมแนะให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหากความขัดแย้งคลี่คลายเร็ว ผลกระทบจะจำกัด แต่หากยืดเยื้อจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนและเศรษฐกิจโดยรวม

“เพดาน 33 บาทในตอนนี้ยังเป็นระดับที่ภาคอุตสาหกรรมพอปรับตัวได้ แต่ถ้าเกิน 35 บาทขึ้นไป จะถือว่าเกินขีดความสามารถในการทนทานของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้กองทุนน้ำมันขาดดุลมหาศาลและราคาสินค้าจะพุ่งกระจายจนยากจะควบคุม” นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหล็กและอลูมิเนียมได้รับผลกระทบทั้งจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นและภาวะตึงตัวของวัตถุดิบในตลาดโลก แม้ไทยจะไม่ได้พึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางโดยตรง แต่เมื่ออุปทานโลกตึงตัวทำให้เกิดการแข่งขันแย่งซื้อ ขณะเดียวกันราคาน้ำมันเตาที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตปรับขึ้นจากเดิมลิตรละ 7-8 บาท เป็นประมาณ 23-24 บาท ส่งผลให้ต้นทุนพุ่งขึ้นเกือบ 4 เท่า โดยบางโรงงานที่ใช้น้ำมันเตาปริมาณมากต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังเผชิญปัญหาการกว้านซื้อเศษเหล็กและเศษอะลูมิเนียมจากต่างประเทศเพื่อส่งออก ทำให้วัตถุดิบรีไซเคิลในประเทศขาดแคลน จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาชะลอหรือจำกัดการส่งออกวัตถุดิบดังกล่าว เพื่อรักษาสมดุลและสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มทิศทางราคาพลังงานจากนี้ ขณะนี้ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งมีความเสี่ยงยืดเยื้อและกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงการขนส่งน้ำมันในตลาดโลก หากสถานการณ์รุนแรงอาจดันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดย ส.อ.ท. ประเมินเป็น 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ กรณีราคาดีเซลเพิ่ม 1-2 บาทต่อลิตร จะกระทบจำกัด ต้นทุนขนส่งเพิ่มราว 3-5% และราคาสินค้าปรับขึ้นเล็กน้อย กรณีเพิ่ม 2-4 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งอาจเพิ่ม 5-12% ส่งผลให้ราคาสินค้าและค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มสูงขึ้น และเริ่มเห็นแรงกดดันเงินเฟ้อแบบต้นทุน (cost-push inflation) ชัดเจน ส่วนกรณีเลวร้าย หากราคาปรับขึ้นมากกว่า 4 บาทต่อลิตร จะกระทบรุนแรงใกล้เคียงวิกฤตราคาพลังงานช่วงสงคราม สงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเคยดันราคาน้ำมันดิบเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่ม 15-20% และราคาสินค้าในตลาดปรับขึ้น 6-8%

“หากเป็นไปตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ พยากรณ์ไว้ โดยราคาน้ำมันตลาดโลกอยู่ที่ 100-125 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) จะโตเหลือ 1.3% ถ้าราคาน้ำมันมากกว่า 125-140 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จีดีพีไทยอาจโตเหลือ 1.1% แต่หากสถานการณ์จบเร็วไม่ยืดเยื้อก็จะส่งผลกระทบไม่มาก” นายเกรียงไกร กล่าว


ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

#ส.อ.ท #ช #ดเซล #บาท #ยงพอรบได #หากเกน #เสยงราคาสนคาพง

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่