
“อภิสิทธิ์” ยื่น 2 ข้อเสนอ รัฐบาลหาทางออกแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมัน ให้รัฐบาลงดเก็บภาษีสรรพสามิต-โรงกลั่นจ่ายสมทบเข้ากองทุนน้ำมัน 3 บาทต่อลิตร เชื่อยื้อสถานการณ์พ้นสงกรานต์ ติงสื่อสารปชช.วงกรอบสิ้นสิ้นสุดตรึงราคาดีเซลทำเกิดโกลาหล
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 มีนาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมส.ส.พรรคถึงการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำมัน จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง พรรคประชาธิปัตย์มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ว่าการบริหารจัดการในเรื่องนี้ ควรที่จะทำอย่างไร เพื่อที่จะเป็นประโยชน์สำหรับรัฐบาล แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการไปพิจารณาดำเนินการ ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธว่า ต้นทุนราคาน้ำมันได้รับผลกระทบจากสงครามเป็นสิ่งที่รัฐบาลนั้นควบคุมไม่ได้ และเป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครสามารถที่จะตอบได้อย่างชัดเจน ว่าแนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไร และสถานการณ์นั้นจะยืดเยื้อแค่ไหน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือเมื่อรัฐบาลตั้งเป้าในการที่จะลดภาระให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรึงราคาน้ำมันดีเซล รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมีแนวทางที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องคือทั้งประชาชน ผู้ค้าอุตสาหกรรม มีแนวทางที่จะสามารถปฏิบัติตนได้ ไม่ให้เกิดสถานการณ์แบบในช่วงที่ผ่านมา โดยปัญหาที่รุนแรงเกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลมีการประกาศตรึงราคาน้ำมัน และบอกว่ามาตรการนั้นสิ้นสุดภายในระยะเวลากี่วัน ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้เติมน้ำมัน เมื่อใกล้เวลาก็จะมีความวิตกกังวลว่าน้ำมันกำลังจะแพงขึ้น จึงต้องเร่งเติม หรือใช้คำว่าเก็บหรือกับตุนน้ำมัน ขณะเดียวกันในแง่ของธุรกิจก็มีแรงจูงใจทันทีว่า ไม่ต้องรีบเอาของออกมาขาย เพราะรู้ว่าภายในระยะเวลาไม่นานนัก ก็จะมีการขึ้นราคา
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้จะเป็นการเก็บเกี่ยวบทเรียนที่สำคัญของรัฐบาลในการบริหารจัดการ ที่จะต้องไม่ส่งสัญญาณทำให้เกิดภาวะ เกิดความโกลาหลหรือวุ่นวายในตลาด และอีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลจะต้องเก็บเกี่ยวไปทบทวน คือจากมาตรการ การตรึงราคาน้ำมัน ทำให้เกิดส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันที่ประชาชนเติมหน้าปั๊ม กับน้ำมันที่ภาคอุตสาหกรรมเคยซื้ออยู่ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรม มาแย่งซื้อน้ำมัน จากประชาชนผู้ใช้ รัฐบาลจำเป็นจะต้องมีมาตรการในการที่จะแก้ไขปัญหา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ ที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการนำเสนอ คือรัฐบาลได้แสดงความกังวลว่า การตรึงราคาน้ำมันในขณะนี้ ทุกคนทราบดีว่าเป็นภาระกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงค่อนข้างมาก ตัวเลขของการอุดหนุนในแต่ละวันต่อลิตร สูงแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และรัฐบาลก็แสดงความกังวลว่า เมื่อกองทุนน้ำมันติดลบก็จะต้องคิดถึงเรื่องของการกู้เงินเพิ่ม หรือในเรื่องที่จะค้ำประกัน พรรคประชาธิปัตย์อยากนำเสนอมาตรการที่คิดว่าเร่งด่วนที่สุด ขณะนี้คนที่รับภาระจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดคือผู้ใช้ นั่นคือประชาชน หรือพูดง่ายๆก็คือการตรึงราคาขณะนี้ เมื่อดึงเงินออกมาจากกองทุนน้ำมัน วันข้างหน้าการที่จะทำให้กองทุนน้ำมันกลับมาไม่เป็นหนี้ ก็คือการที่ประชาชนก็จะต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงกว่าในวันที่ราคาเป็นขาลง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์มองว่าในภาวะยากลำบากเช่นนี้มีอีก 2 ภาคส่วนที่ควรจะต้องมาช่วยกันแบ่งเบาภาระ ส่วนแรกคือรัฐบาลเอง ซึ่งปัจจุบันยังคงเก็บภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ลิตรละ 6 บาทโดยประมาณ โดยในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลเคยมีการยกเว้นภาษีสรรพสามิตเพื่อลดต้นทุนในเรื่องราคาน้ำมัน หากทำเช่นนี้ ภาระที่จะดูแลราคาน้ำมันจะไม่ตกอยู่กับกองทุนน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลจะเข้ามาแบ่งเบาภาระด้วย ขณะที่ภาคเอกชน ค่าการกลั่นได้เพิ่มขึ้นจาก 2 บาท มาเป็นประมาณ 6 บาท จริงอยู่ว่าค่าการกลั่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องของกำไรทั้งหมดที่เพิ่มขึ้น และโรงกลั่นไม่ได้กำหนดตรงนี้ เพราะเป็นส่วนต่างระหว่างราคาหน้าโรงกลั่นที่อ้างอิงกับราคาสิงคโปร์ และราคาน้ำมันดิบ ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ หลายๆ ประเทศก็จะมีการใช้มาตรการในการที่จะให้ภาคเอกชน ส่งเงินเข้ามาเพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน ซึ่งในช่วงอดีตที่ผ่านมา 2-3 ปีอย่างสหราชอาณาจักร อิตาลี สเปน ก็ทำหมด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาธิปัตย์ก็เสนอว่า ในขณะนี้รัฐบาลควรจะให้ทางโรงกลั่นส่งเงิน 3 บาทต่อลิตรจากค่าการกลั่น เข้ามาเพื่อสมทบกองทุนน้ำมัน ซึ่งการทำเช่นนี้ปลายทางหมายความว่า เรามีภาคส่วน ทั้งรัฐ ธุรกิจเอกชน และประชาชนที่ล้วนแล้วแต่แบ่งเบาภาระกันไป ในการที่จะช่วยกันทำให้ฐานะกองทุนน้ำมันมีเงินเพียงพอ ที่จะบริหารจัดการได้ และไม่เป็นอันตรายต่อสถานะของกองทุนในอนาคต ซึ่งเรามั่นใจว่าอย่างน้อยที่สุดการทำเช่นนี้สถานการณ์ก็น่าจะดูแลกันไปได้จนถึงประมาณเลยช่วงสงกรานต์ไป ซึ่งขณะนั้นก็คงมีการ เปลี่ยนแปลงของสถานการณ์อีก ดังนั้นพรรคฯเรียกร้องว่า รัฐบาลควรฉายภาพให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่าโครงสร้างของราคาน้ำมันเป็นอย่างไร และในวันนี้ ไม่เพียงแต่จะต้องพยายามบริหารจัดการอาศัยกองทุนน้ำมันอย่างเดียว ซึ่งเป็นภาระของประชาชน หากไม่ใช่วันนี้จะเป็นวันข้างหน้า แต่หากเป็น 3 ฝ่ายเข้ามาช่วยกันดูแล จะทำให้การบริหารจัดการเหล่านี้ง่ายขึ้น รวมทั้งเอาปัญหา 2 ปัญหาข้างต้น ซึ่งสร้างความผันผวนให้ตลาด และส่วนต่างราคาน้ำมัน ก็ควรจะเข้าไปแก้ไขปัญหาจัดการ จึงเป็นข้อเสนอในเบื้องต้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า อยากให้รัฐบาล เตรียมล่วงหน้าสำหรับเรื่องเม็ดพลาสติก และปุ๋ย ซึ่งจะกระทบกระเทือนกับภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมต่อไป
เมื่อถามว่าจะมีการยื่นหนังสือถึงรัฐบาลโดยตรงหรือไม่เพื่อเป็นการสื่อสาร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว กำลังรอดูอยู่ว่าหลังจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีวันที่ 19 มีนาคมประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเรียกประชุมสภาฯตามปกติหรือไม่ ซึ่งหากมีการเรียกประชุม พรรคฯก็สามารถใช้กลไกของสภาฯ เปิดโอกาสให้กับพรรคการเมืองอื่นๆ และเพื่อน สส. ช่วยกันนำเสนอต่อรัฐบาลในแง่มุมของปัญหาต่างๆ ได้หลากหลายมากขึ้น จึงอยากให้ใช้กลไกทางสภาฯให้เป็นประโยชน์
เมื่อถามว่าการให้ธุรกิจโรงกลั่นช่วยจ่ายเข้ากองทุนน้ำมันจะมีความยากง่ายอย่างไร เพราะบางแห่งมีนักการเมืองถือหุ้นอยู่ด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จริงๆ โดยหลักที่ตนพูดมีลักษณะของภาษีลาภลอย กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแต่อาจจะมีความยุ่งยากในขั้นตอนต่างๆ หากจำได้เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้วเคยเกิดสถานการณ์แบบนี้ และตอนนั้นรัฐบาลก็มีการเรียกผู้ประกอบการเข้าไป และตกลงว่าจะแบ่งเบาภาระด้วยการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มเติม ก็สามารถทำได้ เพียงแต่ทำในระยะเวลาสั้นๆ และตนไม่เห็นเหตุผลเลยว่า เมื่อเคยทำได้แล้วจะไม่สามารถทำได้อีก ซึ่งตัวเลขต่างๆ ก็ปรากฏชัดเจนอยู่แล้วว่าความเหมาะสมน่าจะเป็นอย่างไร
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#อภสทธ #แนะใหโรงกลนชวยจายลตรละ #บาท #เขากองทนนำมน #แบงเบาปชช #ชรบ.กอนเคยทำมาแลว


