
อภิสิทธิ์ แจงเหตุ ปชป.งดออกเสียง โหวตให้ ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯไม่ได้ หวั่นปมจริยธรรมคดีฮั้วสว.ยังไม่จบ
เมื่อเวลา 11.05 น. วันที่ 19 มีนาคม ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา159 โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายก่อนการลงมติว่า
ตนต้องอ้างอิงข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 16 ที่ระบุว่า สมาชิก และกรรมาธิการ (กมธ.) ต้องให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยคำนึงถึงความรู้ความสามารถ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วย ดังนั้น ถ้าจะให้พูดเฉพาะเรื่องความรู้ความสามารถไม่ใช่ข้อบังคับ เพราะเราต้องสามารถพูดถึงเรื่องพฤติกรรมทางจริยธรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า กรณีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นที่น่าเสียดายว่าช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ตนไม่ได้มีโอกาสได้ฟังวิสัยทัศน์จากท่านเลย แต่ได้ฟังนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน มากพอสมควร และวันนั้นค่อนข้างจะเคลิ้มตามหนิมที่พูดถึงหนูมากกว่าที่พูดเมื่อสักครู่
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องบอกว่าทำไมวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่สามารถให้ความเห็นชอบการเสนอชื่อนายอนุทินได้ ตนจะหยิบยกเครื่องของคดีความ เพราะเวลาเราพูดถึงเรื่องจริยธรรมมันไม่ใช่เรื่องของการตัดสินเชิงกฎหมาย และสิ่งที่ตนพูดจะไม่ได้บอกว่าการกล่าวหาหรือถูกกล่าวหาเป็นจริงหรือเป็นเท็จ แต่จะพูดว่าสถานะของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อนั้น สมควรที่จะได้รับการเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนว่าต้องการสร้างการเมืองสุจริต รวมถึงหัวหน้าพรรคประชาชนที่แสดงวิสัยทัศน์ในวิธีต่างๆ เราพูดตรงกันว่าความรับผิดชอบทางการเมืองหรือมาตรฐานในเรื่องของการเมืองต้องต่าง และสูงกว่า เรื่องของความรับผิดชอบของมาตรฐานทางกฎหมาย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประเด็นหลักที่ไม่สามารถเห็นชอบนายอนุทินได้คือประเด็นเรื่องคดีฮั้วสว. เพราะเรื่องนี้ร้ายแรงที่สามารถทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าสว.ไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลอาณัติของพรรคการเมืองนักการเมืองแล้ว สว.ซึ่งมีหน้าที่ในการสรรหาองค์กรอิสระจะทำให้องค์กรอิสระนั้นขาดความเป็นกลาง ไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารหรือพรรคการเมืองได้
ซึ่งบังเอิญนายอนุทิน ปัจจุบันตกอยู่ในสถานะของผู้ถูกกล่าวหาในการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเมื่อมีการกล่าวหาไปแล้วได้มีการส่งเรื่องให้อนุกรรมการสืบสวนชุดที่ 26 มีการบรรยายข้อกล่าวหา และมีการแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบข้อกล่าวหา รวมทั้งนายอนุทินด้วย ซึ่งในส่วนของข้อหาตนจะไม่ลงรายละเอียด แต่จะบรรยายอย่างชัดเจนถึงกระบวนการการทำงานของพรรคการเมือง ที่วางแผนในเรื่องของกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภาที่ขัดกับกฎหมายหลายมาตรา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้นี้ มีความเห็นว่าบุคคลผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงนายอนุทิน เป็นผู้ที่ได้ดำเนินการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาของวุฒิสภา ยิ่งไปกว่านั้นความคลางแคลงใจของสังคมยิ่งทวีคูณมากยิ่งขึ้น เพราะโดยปกติแล้วเมื่อคณะอนุกรรมการสืบสวนเสร็จสิ้น จะมีการจำหน่ายเรื่องนี้ไปให้อนุกรรมการวินิจฉัย ซึ่งปกติมี 35 คณะ แต่ปรากฏว่ากกต. ได้มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาใหม่เป็นชุดที่ 36 เจาะจงมาพิจารณาเรื่องนี้ ที่สำคัญเมื่อมีการไปดำเนินการเช่นนั้น ก็มีผู้ไปฟ้องร้องกกต. ว่าการตั้งอนุกรรมการดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ และได้ฟ้องไปที่ศาลอาญาทุจริตซึ่งจะได้มีคำสั่งเรื่องนี้ในเดือนหน้า
“แน่นอนว่าความหมายของเรื่องนี้ คือนายอนุทินยังอยู่ในสถานะนี้ แม้จะมีข่าวว่าอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้ประชุมกันแล้วบอกว่าจะยกเรื่องนี้ แต่อำนาจสุดท้ายอยู่ที่กกต. และเรื่องนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจในการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายอนุทินด้วย เพราะบุคคลผู้ถูกกล่าวหามีเป็นจำนวนมาก สถานะตรงนี้ท่านไม่ต้องชี้แจงผมเรื่องสาระ แต่นี่คือสถานะของนายอนุทินในกรณีของ กกต.” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า อีกหน่วยงานคือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เบื้องต้นท่านอาจจะเข้าใจว่ามีการยุติเรื่องโดยการส่งให้อัยการมีการฟ้องร้องบุคคล 8 คน แต่เมื่อต้นปีอัยการที่รับสำนวนบอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนประมาณ 1,200 คน วงเงิน 300 ล้านบาท ข้อหาที่เกี่ยวกับอั้งยี่ และการฟอกเงิน ในที่สุดอัยการส่งเรื่องคืนกลับมาที่ดีเอสไอ ว่าผู้ต้องหาทั้ง 8 คน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคณะบุคคลดังกล่าว การดำเนินคดีจึงจำต้องมีการสอบสวนครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จะตัดทอนแบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้
”ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงไม่สามารถเห็นชอบให้บุคคลที่มีสถานะในปัจจุบันมีคดีค้างอยู่เช่นนี้ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เพราะเป็นการบั่นทอนศรัทธาของประชาชน และเป็นการรบกวนประเด็นในการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นการทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าทำไมเราไม่สามารถหาบุคคลอื่น“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้คงมีคำถามต่อว่าทำไมตนจึงไม่สนับสนุน นายณัฐพงษ์ ต้องชี้แจงว่าด้วยหลักเกณฑ์ และมาตรฐานเดียวกัน เมื่อท่านได้ตกเป็นผู้ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูล เรื่องส่งเข้าสู่ศาล และอาจต้องทำให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เราก็มีความเห็นว่าไม่สามารถสนับสนุนท่านได้เช่นกัน ไม่ต้องกังวลว่าการงดออกเสียงจะเป็นเรื่องการรอร่วมรัฐบาล ตนทำงานเป็นฝ่ายค้านแทบจะนานที่สุดในสภาแห่งนี้ไม่มีประวัติรอร่วมรัฐบาล ตรวจสอบจริงไม่ตรวจสอบเอาคอนเทนท์เดินหน้าด้วยความตั้งใจ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนเสียดายที่สุด คือถ้าบอกว่าจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งหรืออย่างไร นอกเหนือจากประเด็นที่ได้มีการชี้ไปแล้ว ว่าได้มีการกระทำในการการเลือกตั้งที่ไม่เรียบร้อย และเรื่องยังค้างอยู่ในศาล และมีข้อโต้แย้งมากมายนั้น น่าเสียดายสองพรรคการเมืองที่เสนอชื่อบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีวันนี้ความจริงท่านมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีปัญหา คือ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เราจึงจำเป็นต้องงดออกเสียง
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#อภสทธ #แจงเหต #ปชป.งดโหวต #อนทน #นงนายกฯ #หวนปมจรยธรรมคดฮวส.ว.ยงไมจบ


