
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการและภาคเอกชน กรณีกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) มีแนวคิดเตรียมเสนอรัฐบาลปรับลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวต่างชาติจากเดิม 60 วันให้เหลือ 30 วัน เพื่ออุดช่องโหว่ภัยความมั่นคงและแก๊งสแกมเมอร์ออนไลน์ที่แฝงตัวพำนักระยะยาว ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติยังสามารถยื่นขอต่อเวลาการพำนักได้อีก 30 วัน เมื่อวันที่ 23 มีนาคม
ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต
การท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ไทยต้องการใช้เป็นเครื่องจักรในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่คือเรื่องสแกมเมอร์ ซึ่งกลุ่มที่มีบทบาทมากที่สุดคือ ชาวจีนจากสาธาณรัฐประชาชนจีน ถ้าเราดูจากโครงสร้างของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย เมื่อปี 2568 อันดับ 1 คือ นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 4.52 ล้านคน อันดับ 2 คือ นักท่องเที่ยวชาวจีน ประมาณ 4.47 ล้านคนโดยลดลงจากปีก่อนหน้านั้น แต่ถ้าพิจารณาจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาส่วนใหญ่ อัตราการพักอยู่ในไทยน้อยกว่า 30 วันอยู่แล้ว เพียงแต่มาตรการของการให้ฟรีวีซ่า 60 วัน มาจากฐานคิดในอดีต ในโลกยุคที่ยังไม่มีสแกมเมอร์ ยังไม่มีกลุ่มหลอกลวงฉกฉวยโอกาสตรงนี้
วันนี้สถานการณ์ของโลก ของไทย และภูมิภาคเราเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ด้านหนึ่ง หากลดจำนวนวันจริงๆ จะมี 93 ประเทศที่ถูกลดไปพร้อมกันด้วย ไม่ได้หมายถึงประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ถ้าดูเป้าจริงๆ 10 อันดับแรก น่าจะเป็นกลุ่มคนจีนซึ่งเป็นตัวหลักของปัญหาสำคัญโดยดำเนินการหลอกลวงเชื่อมต่อไปยังเมียนมา กัมพูชา ลาว
ส่วนตัวคิดว่าข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศน่าจะสอดรับกับสภาพการณ์ของปัจจัยการเดินทางท่องเที่ยวที่ลดลงภายใต้สถานการณ์โลกที่กำลังปั่นป่วนจากสงคราม จึงถือว่าเป็นการใช้โอกาสในการหาทางลดทอนปัญหาจากกลุ่มก่อการร้ายทางการเงินจากต่างประเทศ ซึ่งมันจะเป็นผลดีอย่างสำคัญ เพราะมาตรการตามที่ กต.เสนอ แม้จะลดให้เหลือแค่ 30 วัน แต่ถ้านักท่องเที่ยวนั้นต้องการอยู่ต่อ ก็สามารถยื่นขยายอายุได้อีก 30 วัน ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับคนที่ต้องการพักผ่อนจริงๆ
มาตรการนี้จะทำให้เจ้าหน้าที่ไทยสามารถแสกนบุคคลที่อยู่ในประเทศนี้ได้มากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมามาตรการอย่างหนึ่งที่อ่อนแอมาก เมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาในไทยแล้ว คือ เราแทบไม่รู้เลยว่าเขาไปอยู่ที่ไหน แม้จะมีกฎหมายที่ให้นักท่องเที่ยว หรือผู้รับนักท่องเที่ยวต้องแจ้งว่าอยู่ที่ไหน แต่เราจะเห็นว่าเขาสามารถไปเช่าที่ต่างๆ ซึ่งสามารถหลบหลีกเจ้าหน้าที่ได้ กลายเป็นว่ามีกลุ่มคนที่ฉวยโอกาส 60 วันของฟรีวีซ่าเป็นช่องทางในการทำมาหากิน
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว อาจวิตก เพราะสถานการณ์ท่องเที่ยวอาจลดลงด้วยหลายปัจจัย จึงกังวลว่าภาคท่องเที่ยวจะตกต่ำไปกว่านี้หรือไม่ นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องพูดคุยและชี้แจง เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวถึงมือของผู้ประกอบการทางด้านธุรกิจ หากอยู่ดีๆ มากำหนดแบบท็อปดาวน์ อาจสร้างความแตกตื่น เป็นยุทธวิธีที่ผิดพลาด
ดังนั้น ภายใต้ภาวะแพนิกด้านน้ำมัน และการเดินทาง กต.ควรผ่อนระยะเวลา โดยพูดคุยเรื่องเหล่านี้กับภาคธุรกิจการท่องเที่ยวให้มากขึ้น
เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) ล้านนา
กรณีกระทรวงการต่างประเทศ พิจารณาและเสนอรัฐบาล ให้จำกัดการพำนักชาวต่างชาติ หรือฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน เพื่อสกัดแก๊งอาชญากรรม และสแกมเมอร์ที่แอบแฝง ว่า ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ประสานต่างประเทศ หรือตำรวจสากล ตรวจเช็กประวัติและพฤติการณ์ชาวต่างชาติ ว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่ โดยตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด โดยเฉพาะการสนับสนุนหรือเชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรม และเส้นทางทางการเงิน ว่ามีอาชีพ ธุรกิจ จริงหรือไม่เกี่ยวข้องกับใคร หรือเป็นนักท่องเที่ยวตามปกติ
ดังนั้น การแก้ปัญหาด้วยการจำกัดเวลาพำนักชาวต่างชาติให้เหลือ 30 วัน ไม่ใช่ทางออกหรือแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ หรือถาวรตลอดไป แต่เป็นการแก้ปัญหา เฉพาะหน้าเท่านั้น อาจเป็นการทำลายท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ประเทศ ว่าเป็นทางผ่านของแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติมากกว่า ซึ่งการเดินทางผ่านท่าอากาศยาน ยังควบคุมได้ง่ายกว่าการเดินทางผ่านแนวชายแดน อาทิ แม่สาย จ.เชียงราย และแม่สอด จ.ตาก
อาจมีการลักลอบเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติได้ เจ้าหน้าที่ต้องดูแลควบคุมกวดขันอย่างเข้มงวด และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดดีกว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว กลายเป็นช่องโหว่ให้มีการลักลอบเข้าเมืองของต่างชาติโดยผิดกฎหมาย
ทางออกต้องใช้มาตรการเข้มงวดและสุ่มตรวจบุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย เช่นเดียวกับเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่น ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถส่งกลับบุคลต้องสงสัยกลับประเทศได้ทันที หากเชื่อได้ว่ายุคคลดังกล่าวไม่มีหลักแหล่งหรือเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐและไม่สามารถยืนยันการเข้าประเทศหรือมีผู้รับรองได้ ถือเป็นบุคคลต้องสงสัยอันดับแรก เพราะไม่มีที่ไปที่มาชัดเจนว่าเข้ามาทำอะไร พักที่ไหน ใครเป็นคนพามาหรือเดินทางเอง มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือมีเงินสำรองหรือไม่เพื่อยืนยันตัวตนชัดเจน และมีที่มาที่ไปโดยเปิดเผย หรือบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่การแอบแฝงหาผลประโยชน์ใดๆ
ดังนั้น การลดระยะเวลาพำนักชาวต่างชาติ ไม่ใช่ทางออกหรือแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจเดินทางเข้าออกบ่อยครั้ง หรือต่อวีซ่าที่สถานทูต หรือสถานกงสุลได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ โดยไม่ได้รับความร่วมมือจากต้นทาง ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาวิธีความร่วมมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมข้ามชาติอย่างละเอียดและแชร์ข้อมูลระหว่างประเทศเพื่อป้องกันและปราบปราบแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติในทิศทางและใช้เป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกัน เพื่อเป็นมาตรฐานระดับสากลและใช้ปฏิบัติทั่วโลกดีกว่า โดยทำปฏิญาณ หรือข้อตกลงระหว่างประเทศด้วย
ไพศาล สุขเจริญ
นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน)
กรณีที่กระทรวงการต่างประเทศเตรียมเสนอรัฐบาลยกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวจาก 60 วัน เหลือ 30 วันเพื่อสกัดกั้นมิจฉาชีพ และกลุ่มสแกมเมอร์ ว่ามาตรการนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะแกนกลุ่มมิจฉาชีพและแก๊งสแกมเมอร์ได้ระดับหนึ่งไม่ให้อาศัยช่องโหว่ในการยกเว้นวีซ่าให้นักท่องเที่ยวเข้ามาก่ออาชญากรรมในประเทศ แต่ต้องดูว่ามาตรการที่เสนอให้ลดเวลาจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน จะผ่อนปรนให้สามารถขยายระยะเวลาวีซ่าต่อได้ อีก 15-30 วันหรือไม่ หากขยายเวลาต่อได้ก็จะเปิดช่องให้มีกลุ่มรับจ้างดำเนินการรับจ้างตรวจลงตรา (วีซ่า) ให้กับกลุ่มเหล่านี้ครั้งละ 5,000-8,000 บาท
ทั้งนี้ ปัจจุบันก็มีการรับจ้างตรวจลงตรา (วีซ่า) ให้กับกลุ่มผู้ปกครองชาวต่างชาติที่ติดตามลูกหลานมาเรียนในประเทศไทยอยู่แล้ว โดยกลุ่มนี้จะเข้ามาพำนักระยะยาวไม่ต่ำกว่า 60 วัน เมื่อครบระยะเวลาก็จะมีค่าจ้างดำเนินการครั้งละ 20,000-25,000 บาท
ปกตินักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่จะใช้เวลาท่องเที่ยวในพื้นที่ 30 วัน อยู่แล้วไม่เกินจากนี้ แต่ก็ต้องพิจารณาและเผื่อเวลาให้นักท่องเที่ยวกลุ่มทำงานด้านไอที หรือ “Digital Nomad” โดยใช้ไทยเป็นที่พักอาศัยชั่วคราว หรือระยะยาว เพื่อทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน จากข้อมูลพบว่ามีนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้พักอาศัยใน จ.เชียงใหม่ กว่า 10,000 คน เราจะแยกนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ออกจากแก๊งมิจฉาชีพได้อย่างไรเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบ
นักท่องเที่ยวกลุ่มทำงานด้านไอที หรือ “Digital Nomad” ถือเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีกำลังซื้อสูง ส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป อเมริกาขณะที่เชียงใหม่ก็เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ เพราะมีค่าครองชีพไม่สูงมากเมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ในไทย รวมทั้งมีแหล่งท่องเที่ยวด้านศิลปวัฒนธรรม และธรรมชาติที่สวยงาม
การคัดกรองนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพออกกลุ่มมิจฉาชีพ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวและความมั่นคง ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องพิจารณาและดำเนินการอย่างรอบคอบเพราะมีอีกหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง จึงต้องหามาตรการระยะยาวที่เหมาะสม เพื่อแยกนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพอยากท่องเที่ยวจริงๆ ออกจากกลุ่มมิจฉาชีพ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือสแกมเมอร์ นอกจากขอวีซ่านักท่องเที่ยวยังอาศัยช่องโหว่ขอวีซ่านักศึกษาด้วย
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#ปรบลดฟรวซาเหลอ30วน #ปดจดเสยงสแกมเมอร


