
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ภก.ภาณุโชติ ทองยัง อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศเป็นหลัก ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้หลายโรงพยาบาลเริ่มจำกัดการจ่ายยา จากเดิมที่จ่ายครั้งละหลายเดือน เหลือเพียงระยะสั้น 1-2 เดือน เพื่อกระจายยาให้เพียงพอต่อผู้ป่วยทุกคน เป็นผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากผู้นำเข้าและผู้ผลิตต้องบริหารความเสี่ยง ด้วยการจำกัดการกระจายยาไปยังหน่วยบริการ เพื่อป้องกันการขาดแคลนในอนาคต
“เมื่อหน่วยบริการได้รับยาในปริมาณลดลง โรงพยาบาลจึงจำเป็นต้องปรับรูปแบบการจ่ายยา เพื่อให้ยากระจายไปถึงผู้ป่วยทุกคนได้อย่างเพียงพอ” ภก.ภาณุโชติ กล่าวและว่า การจำกัดการจ่ายยาดังกล่าว แม้จะช่วยลดความเสี่ยงยาขาดแคลน แต่กลับส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยโดยตรง โดยเฉพาะการต้องเดินทางมารับยาบ่อยขึ้น ซึ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางในช่วงที่ราคาน้ำมันสูง นอกจากนี้ กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เช่น ผู้ป่วยโรคไต ถือเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการขาดยา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตได้
ภก.ภาณุโชติ กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ภาครัฐควรเร่งสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน และลดความตื่นตระหนก ควรมีการประกาศแผนบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น แนวทางรับมือหากยาสำรองหมด รวมถึงการสร้างหลักประกันการเข้าถึงยาอย่างเท่าเทียม ในด้านการบริหารจัดการของสถานพยาบาล อาจจำเป็นต้องมีการปรับระบบ เช่น การใช้ยาที่มีสรรพคุณใกล้เคียงกันทดแทน โดยต้องมีการอธิบายข้อมูลให้ผู้ป่วยเข้าใจอย่างครบถ้วน รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของผู้ป่วย เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงได้รับยาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการใช้ยาสมุนไพรอาจเป็นทางเลือกในบางกรณี แต่ไม่สามารถทดแทนยาปัจจุบันได้ทั้งหมด จึงควรใช้อย่างเหมาะสม
ภก.ภาณุโชติ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้มงวดในการกำกับดูแลราคายาในตลาด ทั้งในโรงพยาบาล ร้านยา และคลินิก เพื่อป้องกันการปรับขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงตรวจสอบการกักตุนยา และเฝ้าระวังการจำหน่ายยาปลอม ยาหมดอายุ หรือยาที่ไม่มีทะเบียน โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ อีกประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือ การโฆษณายาหรืออาหารเสริมเกินจริง ที่อาจฉวยโอกาสในช่วงวิกฤต โดยอ้างสรรพคุณรักษาโรคหรือทดแทนยาหลักได้ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและเสี่ยงต่อสุขภาพ ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองเท่านั้น
ภก.ภาณุโชติ กล่าวว่า สำหรับประชาชน แนะนำว่า ควรใช้ยาอย่างมีความรู้และไม่กักตุนยาเกินความจำเป็น เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยรายอื่นที่มีความจำเป็นมากกว่า และหากเก็บยาไว้ในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ยาเสื่อมสภาพก่อนนำมาใช้ และก่อนสำรองยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อพิจารณาว่ายาชนิดใดจำเป็นต่อชีวิต และยาชนิดใดสามารถปรับลดได้ในช่วงวิกฤต ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตยาขาดแคลนเป็นปัญหาที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ หน่วยบริการ และประชาชน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่กระทบต่อสิทธิในการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วย
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#สภาผบรโภค #หวงราคานำมนพงสงกระทบระบบสขภาพ #รพ.กกจายยาระยะสนลงทำผปวยตองเดนทางบอยขน


