ท่ามกลางความขัดแย้งที่ร้อนระอุในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพุ่งทำสถิติใหม่ในบางช่วง แต่ก็ถูกเทขายอย่างรวดเร็ว จนถูกนิยามว่าเป็นการขึ้นแบบ “ขาสั่น”
เจาะลึกหุ้นสหรัฐฯ: วิกฤตน้ำมันคือตัวแปรสำคัญ
คุณเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม จาก บล.เอเซีย พลัส (ASP) เผยข้อมูลย้อนหลัง 60 ปี พบว่าในปีที่เกิดวิกฤติน้ำมัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักติดลบเฉลี่ยถึง 18.3% โดยเฉพาะหากมีการโจมตีแหล่งผลิตพลังงานจะส่งผลรุนแรงกว่าเดิม ซึ่งปัจจุบัน IMF ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2569 ลงเหลือ 3.1% เนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน
กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ
- จังหวะ Risk-On: หากมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง จะเป็นผลดีต่อกลุ่มเทคโนโลยี, AI, ชิปเซมิคอนดักเตอร์, การบริโภค และการท่องเที่ยว
- ข้อควรระวัง: ต้องจัดพอร์ตให้สมดุลเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้นจากผลของสงคราม
ส่องหุ้นไทยปี 2569: โอกาสท่ามกลางวิกฤต
ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ระบุว่าปี 2569 มีสัญญาณบวกจาก Fund Flow ที่มีแนวโน้มไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงประเทศไทย โดยคาดการณ์เป้าหมายดัชนี SET Index ไว้ที่ 1,580 จุด (กรอบล่าง 1,430 จุด)
ทำไมหุ้นไทยถึงน่าสนใจ?
โครงสร้างกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้สามารถปรับตัวได้ดีในช่วงเกิดสงคราม นอกจากนี้หุ้นกลุ่มปันผลสูงยังคงมีความน่าสนใจ โดยมีหุ้นแนะนำดังนี้:
- กลุ่มธนาคาร: KTB, BBL, KBank
- กลุ่มพลังงานและอาหาร: GULF, BGRIM, CPF
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา
แม้จะมีปัจจัยบวก แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีความเสี่ยงจาก GDP ปี 2569 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.5-1.6% รวมถึงปัญหาหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจต้องมีการปรับเพดานหนี้ให้สูงกว่า 70% เพื่อรองรับภาระการคลัง
สำหรับแนวทางของ เอเซีย พลัส ในปี 2569 จะมุ่งเน้นการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) แบบครบวงจร ทั้งการจัดพอร์ตครอบครัวและการส่งต่อมรดก เพื่อช่วยให้ลูกค้าสร้างความมั่งคั่งได้ในทุกสภาวะตลาด


