
ความรู้สึกโกรธแค้น ไม่พอใจ และสับสนหวาดกลัวกับสถานการณ์ราคาน้ำมันยังดำเนินต่อไปในบ้านเมืองนี้
ตั้งแต่การหาน้ำมันไม่ได้ในพื้นที่ห่างไกล และในพื้นที่ไม่ห่างไกลในบางเวลา
รวมทั้งยังเป็นเรื่องที่ราคาน้ำมันขึ้นทีเดียวหลายบาท และยังมีทีท่าที่จะขึ้นไปอีกเรื่อยๆ
แถมข้อกล่าวหาและข้อสงสัยว่าใครกักตุน หรือได้ประโยชน์จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานนี้ใครได้ประโยชน์
และยังไม่แน่ใจว่าราคาค่าครองชีพอย่างอื่นจะขึ้นเมื่อไหร่ และขึ้นไปถึงระดับไหน
ทั้งที่รายได้ยังดูจะไม่มีทางเพิ่มขึ้นได้ง่ายๆ
ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่น่าวิตกกลับกลายเป็นเรื่องที่ต่างไปจากเดิม นั่นคือแทนที่สินค้าจะขึ้นราคาตามที่หลายคนหวาดกลัว
สินค้าบางอย่างกลับราคาลดลงอย่างน่าใจหาย และอาจไปถึงขั้น “ไม่มีราคา” ไปเสียเลย เช่น สินค้าเกษตร ที่หน้าแหล่งผลิต เนื่องจากค่าขนส่ง “แพงเกินไป” จนไม่คุ้มทุนที่พ่อค้าคนกลางจะเข้าไปรับ
บทเรียนที่ผ่านมาสอนให้เราต้องตั้งหลักใหม่ในหลายเรื่อง และรัฐบาลเองก็หนีไม่พ้นที่จะต้องรับผิดชอบ และพร้อมรับผิดในเรื่องเหล่านี้
ไม่ว่าสถานะจะเป็นรักษาการ หรือเตรียมเข้าทำงานใหม่อีกรอบหนึ่งหลังชัยชนะการเลือกตั้งเมื่อสองเดือนก่อน และในตอนนี้กำลังจัดตั้งคณะรัฐมนตรี รอแถลงนโยบาย และรอโปรดเกล้าฯ ครม.ก็ตาม
แต่ที่กล่าวมาแล้วเป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะต้องเผชิญความท้าทายหลายรูปแบบ แม้ว่าจะเป็นกลุ่มอำนาจเดิมนั่นแหละ
ส่วนประชาชนก็คงจะต้องมีความท้าทายอีกมากมายเช่นกัน นอกเหนือจากเรื่องวิกฤตพลังงาน และเรื่องของค่าครองชีพ
โดยเฉพาะความท้าทายในเรื่องของประชาธิปไตยในวิกฤตพลังงาน
เพราะผมรู้สึกว่า ตอนนี้เหมือนเราจะถูกทำให้เชื่อว่าประชาธิปไตยมันไม่ค่อยทำงานเท่าไหร่ หลังจากได้รัฐบาลใหม่ไปแล้ว
สภานั้นเปิดรอบแรกมาเพื่อเลือกนายกฯแล้วก็ปิด ไม่ยอมให้มีกระทู้เรื่องน้ำมันเมื่อสองสัปดาห์ก่อน
แล้วเมื่อเปิดอีกรอบแม้จะมีเรื่องของการอภิปราย แต่เหมือนกับรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรชัดเจน
สุดท้ายกลายเป็นรัฐบาลส่งตัวแทนไปตามรายการคุยข่าว และก็ออกมาแถลงขอโทษประชาชน
อธิบายง่ายๆ คือ สถาบันนิติบัญญัติยังไม่ได้ทำงานเต็มที่ในเรื่องนี้
และเมื่อพูดถึงเรื่องการทำงานเต็มที่ ก็ไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึงการห้ำหั่นกันเท่านั้น แต่หมายถึงการพยายามทำให้เห็นว่านี่คือวิกฤตของประเทศที่จะต้องร่วมกันหารือและแก้ปัญหาให้ได้ และไม่ได้ต้องหมายความถึงรัฐบาลแห่งชาติ หรือการรักษาความสงบแห่งชาติเสมอไป
สถาบันบริหารก็ยังอ้างกันไปกันมาว่ามีอำนาจเต็มไหม ต้องขอ กกต.ไหม ให้รอรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารก่อน
ส่่วนสถาบันตุลาการก็ดูจะยังไม่มีบทบาทในเรื่องนี้สักเท่าไหร่ แต่ยังมีบทบาทในเรื่องของการตัดสิทธิฝ่ายค้าน 44 คน และเรื่องของการตัดสินความถูกต้องเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งในครั้งนี้ ซึ่งก็จะมีผลต่อการบริหารสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
และสิ่งที่จะลืมไม่ได้เลยคือ ฝ่ายราชการเองที่เหมือนจะถูกแรงกดดันทางสังคมการเมืองน้อยกว่าฝ่ายบริหารเมืองอยู่หลายช่วงตัว แม้ว่าไม่ได้น้อยหน้าในการแสดงความคิดเห็นในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างในกรณีของปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งต้องขอบันทึกเอาไว้เป็นพิเศษ
ความแปลกประหลาดในการรับมือวิกฤตของรัฐบาลภูมิใจไทยในสองรอบที่ผ่านมา คือการไม่ได้สร้างแรงกดดันที่เพียงพอไปที่ระบบราชการ
อาจจะเป็นว่ารู้จักกันสนิทกันมากหน่อย หรือจะมองบวกก็คือเห็นอกเห็นใจและต้องการให้เจ้าหน้าที่ขับเคลื่อนงานให้เกิดขึ้นได้จริง
แต่แรงกดดันที่ประชาชนเจอนั้นกลับไม่ได้ถูกแปรเปลี่ยนไปที่ระบบราชการมากมายนัก
ผมเห็นการแก้ปัญหาของระบบราชการในเรื่องนี้น้อยมาก
แต่แน่นอนเราเห็นว่าระบบการทำงานรายวันที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการกับประชาชนไม่ได้เสียหาย โดยเฉพาะในโรงพยาบาล การกู้ภัย
แต่ในเรื่องตัววิกฤตพลังงานเรายังไม่เห็นรัฐทำอะไรได้มากนัก แถมยังมีความเจ็บช้ำของผู้คนที่เกี่ยวเนื่องกับมนตราอันศักดิ์สิทธิ์กับคำว่า “กลไกตลาด” เข้ามาซ้ำเติมเข้าไปอีก
จนเส้นแบ่งของคำว่า “กลไกตลาด” กับเงื่อนไขพื้นฐานของการมีกองทุนน้ำมันเอาไว้ให้บรรเทา และบริหารงานให้ได้ในช่วงวิกฤตมันเบาบางลงไปมาก (ทั้งที่จนถึงวันนี้รัฐบาลก็ยังพยายามพยุงราคาดีเซลเอาไว้ในสัดส่วนที่สูงอยู่ดี)
คงไม่มีใครเถียงว่ากลไกตลาดเป็นกฎกติกาของโลก
แต่เงื่อนไขของการเลือกตั้งและมีรัฐบาลที่ชอบธรรม มันหมายถึงรัฐบาลที่จะต้องมีสมรรถนะทั้งในระดับการเมือง และการขับเคลื่อนข้าราชการประจำในการต่อกรกับพลังตลาดด้วย
นี่คือความท้าทายของประชาธิปไตยที่จะต้องมีรัฐบาลที่มีสมรรถนะ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ไม่ใช่ประชาธิปไตยเป็นเสื้อคลุมของรัฐบาลที่เป็นคณะกรรมการของคนมีอันจะกินที่ไม่ทุกข์ร้อนจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
แถมยังกลับไปอยู่ในสถานะที่ขอความร่วมมือจากประชาชน ทั้งที่รัฐบาลนั้นจะต้องมีอำนาจบังคับได้จริงในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายที่พาประเทศให้รอด
และไม่ได้อยู่ในโหมดเดียวคือมีหน้าที่อุ้ม
ไม่ว่าจะอุ้มนายทุน หรืออุ้มประชาชนในวิกฤตพลังงาน และวิกฤตอื่นๆ ที่จะตามมา
หมายความว่างานเชิงรุกนั้นยังไม่ชัด ทั้งที่น่าจะพยายามทำอยู่ แต่ผลอาจจะยังไม่ชัด เช่น เรื่องของการเปิดตลาดใหม่ หรือเจรจากับอิหร่าน ซึ่งถ้าทำได้ก็จะดี
แต่สิ่งที่เราเห็นอยู่มาโดยตลอดในเรื่องของพลังงานไทย อย่างน้อยสามสี่เรื่องที่ประชาธิปไตยและรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยจะต้องแก้ให้ได้ก็คือ เรื่องของการเผชิญกับปัญหาการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก
สภาวะที่มีผู้เล่นน้อยราย หรือจะเรียกว่าผูกขาดในกลุ่มทุนพลังงานไม่กี่เจ้า ทั้งโรงกลั่น ปั๊ม รวมไปถึงผู้เล่นพลังงานในแบบอื่นๆ ก็มีน้อยราย
สภาวะความหวาดกลัวของผู้บริหารไทยที่เข้มเรื่องพลังงานสำรองที่มาก ซึ่งแม้จะมีข้อดี แต่ทำให้ผู้บริโภคต้องรับภาระเหล่านี้เอาไว้ในต้นทุนของการผลิตและสำรองพลังงานมาโดยตลอด
แนวโน้มในการจัดหาพลังงานอื่นๆ หลังยุคน้ำมัน และความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์โลกที่อาจทำให้เกิดความเงียบงัน และปิดปากกันในการทำลายสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนในการจัดหาแหล่งพลังงาน
อื่นๆ มาทดแทน และจัดสัดส่วนพลังงานใหม่
รวมทั้งเรื่องของความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางพลังงาน ที่ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจนั้นมีต้นทุนทางเศรษฐกิจด้านพลังงานสูงกว่าคนในเมือง
จากวันนี้ไป นอกเหนือจากการพยายามแก้ปัญหาในหลายๆ ด้านแล้ว การพยายามกระจายมิติประชาธิปไตยลงไปในเรื่องการบริหารจัดการ และการตัดสินใจเรื่องพลังงานควรจะต้องมีมากขึ้น ทั้งในระดับชาติ คือความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการมีส่วนร่วมของประชาชน
ไปจนถึงในระดับท้องถิ่นที่เป็นต้นธารของการผลิตพลังงาน และผลกระทบที่พวกเขาอาจจะได้รับ รวมทั้งสภาวะความยากจน เข้าไม่ถึง เหลื่อมล้ำ เปราะบางด้านพลังงานก็ควรจะมีเพิ่มขึ้น
หวังว่ามิติด้านประชาธิปไตยในวิกฤตพลังงานหน้าจะมีเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่มีอยู่แต่มิติการใส่อารมณ์กัน หรือไม่ยอมรับความเห็นและมุมมองของอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#พชญ #พงษสวสด #ประชาธปไตย #ในหวงวกฤตพลงงานฯลฯ


