
ตามรอย ‘ปิดทองหลังพระ’ สัมผัส โคกยามู นราธิวาส หมู่บ้านเทิดพระเกียรติในวาระ 100 ปีชาตกาล ในหลวง ร.9 ประจักษ์ศาสตร์พระราชาคือคำตอบการพัฒนาที่ยั่งยืน
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม นายกฤษฎา บุญราช ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้นำคณะผู้บริหารสถาบันลงพื้นที่ บ้านโคกยามู อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และบ้านจำปูน อ.รามัน จ.ยะลา ระหว่างวันที่ 30-31 มีนาคม เพื่อติดตามโครงการแผนพัฒนาเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยทั้งสองหมู่บ้าน เป็นต้นแบบบูรณาการการพัฒนายั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริ เทิดพระเกียรติในวาระ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพฯ ปี 2570 เป็นตัวอย่างการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ บนฐานทรัพยากรและสังคมพหุวัฒธรรม เสริมสร้างความมั่นคงสามจังหวัดชายแดนใต้
สำหรับ “บ้านโคกยามู” หรือชื่อเดิม บ้านโคกกระดูกหมู ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ มาทรงเยี่ยมอย่างต่อเนื่องถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2520, 2522,2524 และ2550 และทรงติดตามงานพัฒนาด้วยพระองค์เองทุกพระองค์
การจัดการดินและน้ำ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงวิเคราะห์ปัญหาดิน พรุเปรี้ยวจัดและน้ำท่วมขัง ทรงพระราชทานแนวทางขุดลอก คลองระบายน้ำพรุกาบแดงยาว 7 กิโลเมตร จากศูนย์พิกุลทองฯ ลงสู่คลองน้ำแบ่งทำให้สามารถจัดการน้ำและเพิ่มพื้นที่ทำกินได้ ถึง 4,000ไร่และนำมาจัดสรรให้ราษฎรเป็นที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้ราษฎรแปลงละ 15 ไร่ มีการจัดการหาน้ำ การปรับปรุงดินเปรี้ยวให้สามารถปลูกข้าวได้ตลอดจนพืชอื่นๆ ได้แก่ พืชผักสวนครัว พืชไร่ ปศุสัตว์เพื่อสร้างความ มั่นคงด้านอาหาร
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเล็งเห็นคุณค่าภูมิปัญญา ท้องถิ่น ในการเสด็จฯเมื่อปี 2522 ท่านได้ทรงตรัสถาม นางตูแวแย กุสุ ขณะที่กำลังฝัดข้าวและมีเสื่อกระจูดวางรองข้าว ตรงตรัสถามว่า “เสื่อนี้ใครทำ ช่วยสอนให้ลูกหลานด้วยนะ”
นับตั้งแต่วันนั้น ถึงวันนี้ การสานกระจูด เป็นรุ่นที่3 ในหมู่บ้านยังมีการสานกระจูดต่อเนื่อง และ พัฒนาจนมี แบรนด์ของหมู่บ้าน “กระจูดรายา” ขณะนี้มีนางกูราย๊ะ แวกูโน ประธานกระจูดรายา เป็นทายาทรุ่นที่3 ของคุณย่าตูแวแย กุสุ
โดยงานหัตถกรรมด้านการสานกระจูดเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี 2562-2566 สามารถทำรายได้สะสมกว่า 1.1 ล้าน เป็นรายได้ของกลุ่มสตรีและคนชราที่เดิมส่วนใหญ่ไม่มีอาชีพประจำ มีการจัดตั้ง กลุ่ม กับกองทุนเพื่ออาชีพ ได้แก่ วิสากิจชุมชนจักสานกระจูด กองทุนหมุนเวียนปัจจัยการผลิต(เพื่อเกษตรปลอดภัย) และโรงเรียนเกษตรกร
นายอายุ ปิตาราโซ ผู้อาวุโสชุมชน และนายกูเซ็ง ลอเซ็ง ผู้ใหญ่บ้าน ได้เล่าถึงผลการดำเนินงาน ความก้าวหน้า
ก่อนปี 2559 บ้านโคกยามู ยังคงมีน้ำท่วม น้ำแล้ง บ้าง สภาพดินเป็นดินเปรี้ยว ปนเปื้อนสารเคมี ไม่สามารถทำการเกษตรที่เหมาะสม พึ่งพารายได้ทางเดียวจากการปลูกปาล์มน้ำมัน แม้มีการขยายไปปลูกมะม่วงหิมพานต์ ก็ขาดตลาดรองรับ ขาดที่ดินทำกิน แรงงานในชุมชนก็ต้องจากบ้านออกไปรับจ้างนอกพื้นที่
ปี 2560 สถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้เข้ามาประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาคี ที่เกี่ยวข้องน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาแก้ไขปัญหาวิกฤตของหมู่บ้านที่เกิดขึ้น สืบเนื่องจากครัวเรือนขยายที่เดือดร้อนที่ดินทำกิน และ พื้นที่บางส่วนซ้อนทับเขตป่าสงวน สถาบันฯ ได้ประสานงานขออนุญาตจากกรมป่าไม้ ตามมาตรา 19 แห่ง พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 นำพื้นที่รกร้างว่างเปล่าป่าเสื่อมโทรมเขตป่าสงวน 66.1 ไร่ มาจัดสรรให้ราษฎร 54 ครัวเรือนได้ใช้ทำกินอย่าง ถูกต้องตามกฎหมาย มีอาชีพการเกษตรตามแนวเกษตรปลอดภัย อาทิ เกษตรผสมผสาน พืชผักสวนครัว และแตงโม
โดยเฉพาะแตงโมนั้นได้ เพิ่มผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง จาก 1,638 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2563 เป็น 2,967กิโลกรัมต่อไร่ สร้างรายได้ 5.26 ล้านบาท ในปี 2568 ได้รับรองมาตรฐาน GAP สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสะสมเกือบ 10 ล้านบาท ช่วงปี 2560-2567
เนื่องจากพื้นที่ได้รับอนุญาต มีสภาพเป็นดินกรดจัด เปรี้ยวรุนแรง (pH 3) : ปลูกพืชไม่ขึ้น รากเน่า ได้ประยุกต์แนวพระราชดำริและหลักการทรงงานมาใช้ คือ “แกล้งดิน” โดยใช้น้ำชะล้างความเปรี้ยว ควบคู่กับการใช้ “โดโลไมท์” ปรับสภาพดิน และการ “ห่มดิน” ด้วยเศษใบไม้ และทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกเพื่อสร้าง จุลินทรีย์ จนดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ pH 5 รวมทั้งลดสารเคมีในดิน ปรับปรุงน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน สนับสนุนให้เกิดการทำเกษตรปลอดภัย ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องการสานกระจูดสร้างรายได้ให้กับสตรีและคนชรา
การพัฒนานี้ต้องเป็นการ “ระเบิดจากข้างใน” เกิดจากความต้องการของคนในชุมชนเป็นตัวกำหนด หน่วยงานที่ร่วมกับปิดทองหลังพระฯ เข้าไปร่วมกระตุ้น และส่งเสริมการทำงานในทุกมิติ ผลที่ได้นอกจากสร้างอาชีพของครัวเรือนแล้ว เกิดความรักสามัคคีในชุมชน
สำหรับมิติสังคม คนรุ่นใหม่ในชุมชน ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรีเพิ่มขึ้น จาก 34 คนในปี 2560 เป็น 91 คนในปี 2567 คนในชุมชนมีอัตราการป่วยลดลงจากร้อยละ 13.82 เหลือร้อยละ 9.64 จากการลดสารเคมีที่ใช้ทำการเกษตร มีการออกไปทำงานนอกชุมชนลดลง
การพัฒนาบ้านโคกยามู ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขวิกฤติการว่างงาน การยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร สร้างโอกาสให้แรงงานกลับคืนถิ่นได้มีอาชีพที่มั่นคง สร้างพืชเศรษฐกิจใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เป็นที่ต้องการของตลาด อาทิ พืชสมุนไพร เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม ข้าวโพดอาหารสัตว์ ฯลฯ สนับสนุนความรู้ในใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรแบบง่ายเพื่อช่วยเรื่องปรับปรุงบำรุงดิน ส่งเสริมองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เพื่อเป็น “แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ” หรือ Social Lab จากการแก้ปัญหาของชุมชนเอง ให้กับชุมชนอื่นได้
สำหรับสุขภาพชาวบ้านดีขึ้นชัดเจน หลังจากก่อนหน้านี้มีปัญหาจากการใช้สารเคมีรุนแรง อย่าง ฟูราดาน จนสารพิษตกค้างในเลือดสูงถึง 64.86% ชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันแล้วไปอบรมที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ เกษตรอำเภอได้เข้ามาในหมู่บ้าน ได้มีความเห็นร่วมกันจัดตั้ง “โรงเรียนเกษตรกร” เพื่อเปลี่ยนวิธีคิด ด้วยการถ่ายทอดความรู้ให้ ชาวบ้านลงมือปฏิบัติจริง วิเคราะห์ดินก่อนปลูก เลิกใช้สารเคมีอันตราย 100% และหันมาใช้ “สารชีวภัณฑ์” ทดแทน จนปัจจุบันผลผลิตแตงโมปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP
ผลที่เกิดขึ้นจากการที่สถาบันฯ เริ่มเข้ามาทำงานตั้งแต่ปี 2560 – ปัจจุบัน (2569) เข้าสู่ปีที่ 10 ด้านเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาความยากจน : สร้างรายได้จากพื้นที่ที่เคยว่างเปล่ารวมกว่า 10 ล้านบาท (ปี 2560-2568) เฉลี่ยปีละ 1 ล้านบาท
ด้านความมั่นคงชายแดนใต้ เมื่อท้องอิ่ม ชุมชนเข้มแข็ง เกิดความสามัคคี ชาวบ้านลุกขึ้นมาเป็น “หูเป็นตา” ให้กับรัฐ ป้องกันไม่ให้คนแปลกหน้าหรือผู้ไม่หวังดีเข้ามาหลบซ่อนในหมู่บ้านได้ นี่คือการแก้ปัญหาความมั่นคง ชายแดนใต้ที่ยั่งยืนที่สุด
สิ่งที่น่าภูมิใจที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขรายได้ แต่คือ “ความเข้มแข็งของชุมชน” ที่สามารถยืนหยัดและพึ่งพาตนเองได้ โดยขอยกตัวอย่างภาพความเข้มแข็งของคนในหมู่บ้านโคกยามู ดังนี้ เมื่อคราวเกิดวิกฤติ โควิด-19 : ที่ตลาดปิด ชุมชนถูกล็อกดาวน์ แต่ชาวบ้านโคกยามู “ไม่อดตาย” เพราะมีแปลง เกษตรผสมผสาน คนในชุมชนรวมถึงลูกหลานที่ตกงานกลับบ้านเกิดมีอาหารกินอย่างเพียงพอ สะท้อนถึงทางรอดที่ แท้จริงของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
บ้านโคกยามู คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ศาสตร์พระราชาคือคำตอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อเราแก้ปัญหาที่ดิน ทำดินให้ดี เลิกใช้สารเคมี และให้ชุมชนเป็นเจ้าของโครงการ สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่รายได้ แต่คือ ‘ความมั่นคง’ และ ‘ความสุข’ ของพี่น้องชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริง
นายบาฮารี ปิตาราโช โต๊ะอิหม่านพรุกาบแดง ได้ยืนยันว่า การทำงานปิดทองหลังพระกับหลักศาสนาอิหม่านสอนนั้นไม่ขัดกัน
นายกฤษฎา บุญราช กล่าวว่า สิ่งหนึ่งมีความภาคภูมิใจคือชาวบ้านมีความเข้มแข็ง จากการที่ในหลวงรัชกาล ที่ 9 เคยเสด็จมาตั้งแต่ปี 2520 และ 2522 ทรงแนะนำปรับปรุงผืนดิน 4,000 ไร่ ต่อมา ปี 2560 ทางปิดทองหลังพระฯได้ทำต่ออีก 66 ไร่ ได้ใช้ทฤษฎีเดียวกันที่ในหลวงทรงแก้ดินเปรี้ยว ได้พาชาวบ้านไปดูงาน หลังจากนั้นประสานกรมพัฒนาที่ดินแนะนำการใช้ปุ๋ย ทำให้คุณภาพดินดีขึ้น
“ผมมีความสุขและดีใจที่ประชาชนให้ความร่วมมือ ต่อไปจะเชิญชวน ชาวยะลา ปัตตานี และสงขลามาดูงานที่นี่ และขณะนี้มีสงครามตะวันออกลาง ราคาปุ๋ยแพงเพราะฉะนั้นต้องขยายแนวคิดการใช้ปุ๋ยชีวภาพให้มาก ไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพงขึ้นทุกวัน”นายกฤษฎากล่าว
ด้านน.ส.ซาปีนะห์ อาแวเงาะ สมาชิกในแปลงเกษตร 66 ไร่ บอกว่าดีใจมากๆ ที่คณะสถาบันปิดทองหลังพระฯได้มาเยี่ยม ได้เห็นใบหน้าของผู้นำคณะแล้วเปี่ยมไปด้วยความสุข
ผู้สื่อข่าวรายงานนายกฤษฎา ได้นำคณะที่ติดตามการดำเนินงานโครงการฯ ในพื้นที่บ้านโคกยามู ประกอบด้วย การแก้ไขปัญหาด้านดิน ที่ได้น้อมนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริมาประยุกต์ในการฟื้นฟูสภาพดินอย่างถูกวิถี ,การเพิ่มองค์ความรู้การผลิตพืช ด้วยโรงเรียนเกษตรกร, การพัฒนากิจกรรมเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งการปลูกแตงโม ,ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพืชสมุนไพรที่ตลาดต้องการ และ ฐานเห็ดสด ทั้งเห็นนางฟ้า เห็ดนางรม ที่ลงทุนต่ำเห็นผลไว ที่ใช้ตลาดออนไลน์มาช่วยขายปลีกและส่ง
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#ตามรอย #ปดทองหลงพระ #สมผส #โคกยาม #นราธวาส #หมบานเทดพระเกยรต100 #ปชาตกาล #ร.9


