ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจ จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ขายก๊าซธรรมชาติเพื่ออุตสาหกรรม สู่การเป็น “ผู้พัฒนาและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ” ของประเทศไทย เพื่อสร้างทางรอดและความยั่งยืนในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงสูง
กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ 3-5 ปีข้างหน้า
คุณอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี ระบุว่าการปรับตัวครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ 3 แกนหลัก เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ตามมาตรฐาน ESG และกฎระเบียบคาร์บอนสากล ดังนี้:
- นวัตกรรมการผลิตก๊าซคาร์บอนต่ำ: ลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต
- เทคโนโลยีไฮโดรเจน: ผลักดันให้ไฮโดรเจนเป็นพลังงานทางเลือกใหม่เพื่อความยั่งยืน
- ดิจิทัลแพลตฟอร์ม: นำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
โซลูชันลดคาร์บอนที่ใช้งานได้จริง
บีไอจีนำเสนอโซลูชันที่เน้นผลลัพธ์จริง ไม่ใช่เพียงการชดเชยคาร์บอนภายหลัง เช่น การใช้ ออกซิเจนคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ซึ่งปัจจุบันมีการใช้งานแล้วในอุตสาหกรรมเหล็กและโรงกระดาษ ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม
โปรเจกต์ยักษ์ MAP2 เสริมความมั่นคงพลังงาน
เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน บีไอจีได้ร่วมลงทุนกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในโครงการโรงแยกอากาศจากการใช้ประโยชน์ความเย็นจาก LNG แห่งที่ 2 (MAP2) ซึ่งมีจุดเด่นดังนี้:
- เทคโนโลยี Cold Energy Utilization: นำความเย็นเหลือทิ้งจากกระบวนการแปรสภาพ LNG มาใช้แยกอากาศ
- ลดการใช้ไฟฟ้า: ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มเสถียรภาพการผลิต
- กำลังการผลิต: ตั้งเป้า 450,000 ตันต่อปี โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571
- กลุ่มเป้าหมาย: รองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โลหะ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร
การลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำแม้จะมีต้นทุนสูงในระยะสั้น แต่บีไอจีมองว่านี่คือ “การประกันความอยู่รอด” และเป็นการสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในอีก 20-30 ปีข้างหน้า


