มาแรง! กรณ์ จี้ ก.ล.ต.-ปปง. อธิบายให้ชัด ปมปล่อยกองทุน CAI เอี่ยวสแกมเมอร์ขายหุ้นหนี ทั้งที่เคยเตือนแล้ว

0
3

กรณ์ จี้ ก.ล.ต.-ปปง. อธิบายให้ชัด ปมปล่อยกองทุน CAI เอี่ยวสแกมเมอร์ขายหุ้นหนี ทั้งที่เคยเตือนแล้ว

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. เวลา 10.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวจากกรณีที่มีการดำเนินคดีกับบริษัทจัดการกองทุน Capital Asia Investments (CAI) และผู้บริหารของกองทุนโดยหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสิงคโปร์ และพรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งหนังสือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568

โดยระบุว่ามีธุรกรรมที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชนและการฟอกเงิน เช่น เบน สมิธ, แคทรียา บีเวอร์, สุภารัตน์, ยิมเลียก, และพวก รวมทั้ง Alpha Charter Energy (ACE) และ Capital Asia Investment (CAI) และเตือนว่า หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องเร่งดำเนินการก่อนที่จะเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องจะถูกขายหรือโอนถ่ายออกไปก่อนการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ ในหนังสือหลักฐานดังกล่าว พรรคฯ ได้ชี้แจงต่อทั้ง ก.ล.ต. และ ปปง. อย่างเจาะจงว่า นอกจากกองทุน CAI จะมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน หลักฐาน ธุรกรรมควรสงสัยตามเกณฑ์ ปปง. ทุกรายการ ซึ่งเพียงพอแล้วที่หน่วยงานรัฐควรเข้ามาดำเนินการตรวจสอบ

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ยังปรากฏพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นหลายรายการที่มีลักษณะผิดปกติ โดยหนึ่งในหลักทรัพย์ที่ระบุไว้ชัดเจน คือ หุ้นของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG รวมถึงหุ้นอื่นๆ เช่น FSX ที่มีการเคลื่อนไหวของการถือครองในลักษณะที่ควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม และถึงขณะนี้ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการใดๆ อย่างเป็นรูปธรรมจากทั้ง กลต. และปปง.

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569 หน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสิงคโปร์ หรือได้ดำเนินคดีกับกองทุน CAI แล้ว

”พรรคประชาธิปัตย์ได้เตือนแล้วว่ามีหุ้นและธุรกรรมหลายรายการที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และในวันนี้ก็ปรากฏอย่างชัดเจนแล้วว่าการยักย้ายดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริง ในขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสิงคโปร์ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง แต่หน่วยงานของประเทศไทยกลับยังไม่มีการดำเนินการที่ชัดเจนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้หลอกลวง จากรายงานพบว่าคนไทยสูญเสียทรัพย์สินจากกลุ่มสแกมเมอร์มากกว่า 115,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ทรัพย์สินที่สามารถดำเนินการยึดหรืออายัดได้มีมูลค่าต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างมาก

นายกรณ์ กล่าวว่า สำหรับ BCPG พบว่า กองทุน CAI ถือหุ้น อยู่ประมาณ 168.4 ล้านหุ้น หรือประมาณ 5.62% และยังปรากฏอยู่ในรายงานประจำปี พ.ศ. 2568 และ จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานการขายหลักทรัพย์ผ่านจุด 5% แต่เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569 ปรากฏว่าการถือครองหุ้นดังกล่าวเหลือเพียงประมาณ 21.237 ล้านหุ้น หรือ ประมาณ 0.71% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่ามีการขายหุ้นออกไปเกือบทั้งหมด ซึ่งหุ้นดังกล่าวนั้นเป็นทรัพย์สินที่ควรได้รับการอายัดไว้เพื่อการตรวจสอบตั้งแต่ต้น เนื่องจากมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

รองหัวหน้าพรรคฯ กล่าวอีกว่า นอกจากหุ้น BCPG แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังได้นำเสนอหลักฐานการถือครองหุ้นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทุน CAI ผ่านบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น การถือครองผ่าน แคทรียา บีเวอร์ ภรรยา นายเบน สมิธ และผ่านบริษัทอื่นในกลุ่มเดียวกันอีกหลายรายการ ซึ่ง ก.ล.ต. ควรขยายการตรวจสอบที่มาของเงิน และตรวจสอบเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังธุรกรรมที่ผิดปกติของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ รวมถึงควรมีการระงับธุรกรรมในบัญชีที่เกี่ยวข้องจนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ปรากฏว่าไม่ได้ดำเนินการอย่างทันท่วงที ส่งผลให้เกิดการขายหุ้นออกไปเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

“ดังนั้นพรรคฯขอตั้งคำถามไปยัง ก.ล.ต.และ ปปง. โดยตรงและต้องอธิบายด้วยว่า เหตุใดธุรกรรมต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย และนำไปสู่การดำเนินคดีหน่วยงานของ สิงคโปร์ จึงไม่ได้รับการดำเนินการใดๆ จากหน่วยงานของรัฐ จะมีแนวทางอย่างไรในการติดตามทรัพย์สินที่ถูกยึดเหล่านี้มาชดเชยให้กับผู้เสียหายจากการถูกการหลอกลวง และ มีอุปสรรคหรือข้อจำกัดใดหรือไม่ที่ทำให้หน่วยงานของรัฐไม่สามารถดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างทันท่วงที”นายกรณ์ กล่าว

เมื่อถามว่า จะมีความผิดทางอาญาหรือไม่ กรณีเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นายกรณ์ กล่าวว่า รอดูว่าเขาจะตอบเราอย่างไร ให้โอกาสอธิบายว่าทั้งหมดเป็นเพราะอะไร ถึงมีการปล่อยปละละเลยจริง ๆ และทำให้ความเสียหายเกิดขึ้น หากถามตนเองทางการจะอธิบายบอกว่า เราไม่เคยมีเหตุที่ทำให้เรารู้ว่า CAI มีความผิด หรือเกี่ยวโยงกับการฟอกเงินอย่างไร ซึ่งคำตอบฟังไม่ขึ้น และการตัดสินใจยึดอายัดหุ้นบางจาก เพราะได้ประเมินแล้วว่า มีความเกี่ยวโยงนำไปสู่การถือครองที่ถือว่าเป็นเจ้าของตัวจริง คือกองทุน CAI โดยรู้อยู่แล้วว่ามีส่วนเกี่ยวโยงกับการฟอกเงินของกลุ่มสแกมเมอร์ นั่นคือสาเหตุที่ไปยึดหุ้นบางจากมา ดังนั้นจะบอกว่าไม่รู้จักบริษทัท CAI เป็นไปไม่ได้ อีกทั้ง เราได้นำหลักฐานที่ขึ้นในระบบตลาดหลักทรัพย์ และเป็นข้อมูลสาธารณะ ว่าบริษัท CAI ถือหุ้นอะไรบ้างในตลาดหลักทรัพย์ โดยเราได้ยื่น ก.ล.ต. ไปแล้วหลายรอบ

นอกจากนี้ ยังยึดทรัพย์ทางอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ เรือยอร์ช จึงถามว่าแล้วหุ้นอื่น ๆ ที่ปรากฏในตลาดหลักทรัพย์ ที่เป็นชื่อของเขา ทำไมไม่ยึดด้วย และเคยเตือนแล้วว่ารอนานไปเสียหาย เพราะเขาจะขายหุ้นหนี และเราก็รอดูสถานะการถือหุ้นว่ามีการเคลื่อนไหวหรือไม่ และเพิ่งปิดบุ๊คไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และสิ่งที่ทำให้เราเศร้าใจมาก คือเห็นหุ้นที่ CAI เคยถืออยู่ ถูกเทขายเกือบหมดแล้ว

เมื่อถามว่า ได้วางเส้นตาย ในการรอคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า เวลาที่ผ่านไปยิ่งนานแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการยักย้ายถ่ายเทเพิ่มเติม เพราะยังมีหลักทรัพย์อีกหลายตัวที่คนกลุ่มนี้ ยังถือครองอยู่ เพราะฉะนั้น อยากให้ทางการรีบพิจารณาคำตอบที่ฟังขึ้น คงไม่ถึงขั้นต้องกำหนดว่าภายในกี่วัน แต่ถ้ายิ่งช้า จะยิ่งเป็นปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอนาคต หากเรื่องนี้มีการท้าทายในแง่แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ทางกฎหมาย

ส่วนการตรวจสอบครั้งนี้ เป็นการทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า เราทำเรื่องนี้ก่อนที่เราจะเป็นฝ่ายค้าน และวันนี้ ยังไม่ได้เป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ เราทำในฐานะนักการเมือง พรรคการเมืองที่มองว่า เรื่องการต่อสู้กับทุนเทา และกระบวนการการฟอกเงิน ควรเป็นหน้าที่ของทางฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ควรเป็นหน้าที่ของทุกคน และถือว่าในสถานะไหนก็แล้วแต่ นี่คือหน้าที่สำคัญที่เราควรจะต้องทำ
เมื่อถามถึงการปล่อยปละละเลย กรณีการขายหุ้นเกิน 5% จะสามารถเอาผิดทางอาญากับ ก.ล.ต. และปปง. ที่ไม่ได้ยึดอายัดทรัพย์ก่อนหน้านี้ ได้หรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า เพื่อความยุติธรรม นั่นคือสาเหตุที่เราได้ตั้งคำถามไปยังหน่วยงาน และรัฐบาล ว่ามีเหตุผล หรือปัญหาอะไร ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ต้องรอคำตอบว่ามีปัญหาอะไร

“เราแค่มองว่าจริง ๆ มันชัดเจนแต่แรก และความเสี่ยงก็ชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้น และก็เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น เรามองข้ามประเด็นไหน ไป ถึงไม่ได้เห็นว่ามีปัญหาอะไร ที่ทำให้ผู้ที่รับผิดชอบ ไม่สามารถปกป้องประโยชน์ของประเทศได้ และหากมองตามตรรกะ เราไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมไม่ได้ดำเนินการ หุ้นบางจากก็ยึดไปแล้ว แต่ทำไมหุ้นอื่นถึงไม่ยึด”นายกรณ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า ถือว่ามีความผิดปกติหรือไม่ที่ไม่มีการขยายผลเพิ่มเติม นายกรณ์ กล่าวว่า เป็นประเด็นที่สังคมเคลือบแคลงใจ ว่ามีใครเกรงใจ หรือกลัวใครหรือไม่ มีใครเกี่ยวข้องบ้าง ที่ทำให้เรื่องนี้เดินจ่อยาก พรรคประชาธิปัตย์ เรายึดตามหลักฐาน ไม่ยึดตามข่าวลือ ไม่ได้ใส่ใจ หรือให้ความสนใจเลยกับบุคคลที่ที่เกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธ เคยมีภาพถ่ายกับใครบ้าง กินข้าวกับใครบ้าง หากดูตามหลักฐานที่ปรากฎ เราจะเห็นว่ากองทุน CAI เกี่ยวกับบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายคน และนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เคยบอกว่าการที่บริษัทที่เคยถือหุ้นใหญ่ เข้าไปซื้อหุ้นบริษัท Pilgrim Finansa Investment Holdings ก็ซื้อด้วยเงินที่กู้มากจากกองทุน CAI ส่วนจะจริงหรือไม่จริง ก็เป็นเรื่องที่ควรมีการตรวจสอบ

หรือแม้แต่กรณีการลงนาม MOU ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ขณะนี้ทางดีเอสไอ ก็มีข้อกล่าวหานักการเมืองและข้าราชการอยู่ คู่สัญญาก็เป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของ CAI เช่นกัน และในวันที่มีการลงนาม นายเบน สมิธ ก็มาถ่ายภาพด้วยเพื่อเป็นสักชีพยานในการลงนาม และบริษัทบีซีพีจี ก็เห็นว่ากองทุน CAI ได้เข้าไปถือหุ้น

หากย้อนกลับไปดูและตั้งคำถามว่า CAI ถือหุ้นบริษัทลูก ของพลังงานที่มีความสำคัญระดับหนึ่งของประเทศได้อย่างไร ไม่ได้ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่เป็นการซื้อหุ้นประเภทการขายแบบเจาะจง มีมติจากคณะกรรมการขายให้โดยตรง ควรมีคำถามว่าทำไมถึงเลือกขายหุ้นเพิ่มทุนให้กองทุนนี้ และต้องไปถามคณะกรรมการของบริษัทบีซีพีจี หากตรวจเช็คดูคณะกรรมการของบีซีพีจีในขณะนั้น มีใครบ้าง ก็จะเห็นเองว่ามีบุคคลที่เกี่ยวโยงกับพรรคการเมืองในระดับสูงสุด หรือเกือบจะสูงสุด ว่าเป็นใครบ้าง ความเกี่ยวโยงกับบุคคลทางการเมืองที่มีความสำคัญทั้งในอดีต และปัจจุบันกับพรรคการเมืองที่กำลังจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้เราอดที่จะมีคำถามในในไม่ได้ ว่าทั้งหมดนี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้หน่วยงานไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมเลยในเรื่องการจำกัดเครือข่ายการฟอกเงินในตลาดทุนไทยหรือไม่ และยังไม่รวมข้อเท็จจริงว่าคู่ลงนามในสัญญาบริษัทในเครือ CAI ที่กระทรวงดีอีลงนาม ปัจจุบันก็ยังดำรงตำแหน่งใน ก.ล.ต. อยู่ จึงทำให้สังคมท้อใจ

“พรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าต่อในเรื่องนี้ และรอคำตอบ จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีคำอธิบาย ในเรื่องนี้อย่างไรก่อนที่เราจะตัดสินใจ ว่าจะเดินหน้า ปกป้องดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องคนไทยเรื่องการต่อสู้กับการฟอกเงินและทุนเทาอย่างไร“ นายกรณ์ กล่าว


ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

#กรณ #จ #ก.ล.ต.ปปง #อธบายใหชด #ปมปลอยกองทน #CAI #เอยวสแกมเมอรขายหนหน #ทงทเคยเตอนแลว

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่