แบรนด์รถหรูสัญชาติเยอรมันอย่าง BMW ประสบปัญหาด้านยอดขายในช่วงสามเดือนแรกของปี 2026 โดยมียอดขายลดลง 4.6% เหลือ 496,050 คัน ซึ่งรวมถึงรุ่น M Performance ที่ยอดขายดิ่งลง 5.9% ขณะที่แบรนด์ในเครืออย่าง Rolls-Royce ยอดส่งมอบลดลง 8% ส่วน MINI เป็นแบรนด์เดียวที่ทำผลงานได้ดี โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 5.9%
เจาะลึกตลาดโลก: จีนและสหรัฐฯ ฉุดยอดขายดิ่ง
ภาพรวมของ BMW Group มียอดส่งมอบรวมลดลง 3.5% โดยมีปัจจัยหลักมาจากตลาดสำคัญ ดังนี้:
- ตลาดจีน: ยอดจัดส่งลดลงถึง 10% เนื่องจากถูกแบรนด์พรีเมียมท้องถิ่น เช่น BYD, Xiaomi และ Zeekr แย่งส่วนแบ่งตลาด ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง
- ตลาดสหรัฐฯ: ยอดขาย BMW และ MINI ลดลง 4.3% จากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่
- ภูมิภาคอื่นๆ: เอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกามียอดขายลดลง 8.3%
อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณบวกในยุโรป โดยยอดขายในเยอรมนีพุ่งสูงขึ้น 10.7% และภาพรวมยุโรปเติบโตขึ้น 3%
วิกฤต EV และปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบ
ยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ทั่วโลกของ BMW ลดลงถึง 20.1% โดยมีสาเหตุมาจาก:
- สหรัฐฯ ยกเลิกเงินอุดหนุน: การยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีทำให้ความต้องการรถ EV ชะลอตัวทันที
- พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน: คนหันกลับไปหาเครื่องยนต์ไฮบริดและสันดาป เนื่องจากกังวลเรื่องสถานีชาร์จและราคาขายต่อ
- การรอโมเดลใหม่: ลูกค้าบางส่วนชะลอการซื้อเพื่อรอแพลตฟอร์มใหม่ “Neue Klasse”
- ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์: ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและความเชื่อมั่น
กลยุทธ์กู้ยอดขายและรุ่นใหม่ที่น่าจับตา
ผู้บริหาร BMW Group ยังคงมองโลกในแง่ดี โดยเตรียมส่งรถรุ่นใหม่ลงสู่ตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขาย ดังนี้:
- iX3 และ i3: เพิ่มกำลังการผลิตและเตรียมส่งมอบในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้
- 7 Series และ i7: เตรียมเปิดตัวรุ่นปรับโฉมใหม่ในเร็วๆ นี้
- X5 และ iX5: เตรียมเปิดตัวรุ่นใหม่ในช่วงฤดูร้อน
- 3 Series (G50): รุ่นสำคัญที่จะช่วยดึงยอดขายปริมาณมาก คาดว่าจะส่งมอบปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027
สำหรับตลาดประเทศไทย BMW ยังสามารถประคองตัวได้ดีจากการเปิดตัวรุ่นประกอบในประเทศ (CKD) แม้จะต้องเผชิญกับการรุกหนักของรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนก็ตาม


