สตาร์ทอัพดาวรุ่งจากหางโจว DeepSeek สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการเทคโนโลยีอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์รุ่นล่าสุด DeepSeek-V4 ที่ชูจุดเด่นด้านการลดต้นทุนและทรัพยากรในการประมวลผล แต่ยังคงประสิทธิภาพในระดับโลก
จุดเด่นของ DeepSeek-V4: ประมวลผลยาว 1 ล้านคำ
ความสามารถที่โดดเด่นที่สุดของ DeepSeek-V4 คือการรองรับข้อมูลคำสั่ง (Context Window) ที่ยาวถึง 1 ล้านคำ ซึ่งถือเป็นระดับผู้นำทั้งในกลุ่มโมเดลระดับประเทศและโอเพนซอร์ส ช่วยให้ AI สามารถทำความเข้าใจข้อมูลมหาศาลและคำสั่งที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ
แบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
- DeepSeek-V4-Pro: รุ่นเรือธงที่มีพารามิเตอร์สูงถึง 1.6 ล้านล้านพารามิเตอร์ ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ Gemini-Pro-3.1 ของกูเกิล และเหนือกว่าโมเดลโอเพนซอร์สอื่นๆ
- DeepSeek-V4-Flash: รุ่นประหยัดที่เน้นความรวดเร็ว มีพารามิเตอร์ 2.84 แสนล้านพารามิเตอร์ เหมาะสำหรับธุรกิจและนักพัฒนาที่ต้องการความคุ้มค่า
จุดเปลี่ยนสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง
จาง อี้ ผู้ก่อตั้ง iiMedia ระบุว่านี่คือ จุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะช่วยแก้ปัญหาเรื่องต้นทุนและประสิทธิภาพในการประมวลผลคำสั่งขนาดยาว ทำให้ AI ระดับสูงก้าวออกจากห้องวิจัยสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น
สงครามเทคโนโลยี จีน vs สหรัฐฯ
การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยทางทำเนียบขาวและที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าจีนอาจใช้เทคนิค “Distillation” หรือการกลั่นกรองข้อมูลจากโมเดลของคู่แข่งเพื่อสร้าง AI ที่ราคาถูกลงแต่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน
ความสำเร็จของ DeepSeek กลายเป็นโจทย์ยากสำหรับบริษัทในซิลิคอนวัลเลย์อย่าง Meta และ Microsoft ที่ต้องลงทุนมหาศาลเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยล่าสุด Meta ถึงขั้นประกาศเลิกจ้างพนักงาน 10% เพื่อนำงบประมาณมาทุ่มพัฒนา AI ให้ทันท่วงที
ข้อกังขาที่ยังคงอยู่
แม้จะได้รับความนิยมสูงในภาคการเงินและสาธารณสุขของจีน แต่ DeepSeek ยังคงถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับ ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการเซ็นเซอร์เนื้อหา โดยเฉพาะประเด็นที่อ่อนไหวทางการเมืองซึ่ง AI จากจีนมักหลีกเลี่ยงที่จะตอบ


