บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ออกมาอย่างร้อนแรง โดยมีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท พุ่งสูงขึ้นถึง 455.96% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น และการรับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันก่อนภาษีถึง 22,557 ล้านบาท
สัญญาณเตือน! รายได้จ่อลด 2,000 ล้าน
แม้ตัวเลขไตรมาสแรกจะดูสวยหรู แต่ทาง TOP ออกมาเตือนถึงปัจจัยลบที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยคาดว่ารายได้อาจลดลงประมาณ 2,000 ล้านบาท เนื่องจากภาครัฐสั่งลดค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลลงชั่วคราว 3-5 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
ความเสี่ยงพลิกขาดทุนในไตรมาส 2 และ 3
พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ CEO ของ TOP ระบุว่า มีปัจจัยหลายด้านที่อาจทำให้ผลประกอบการในไตรมาส 2 และ 3 พลิกกลับมาเป็นขาดทุน ได้แก่:
- ต้นทุนน้ำมันดิบสูง: น้ำมันที่สั่งซื้อไว้ล่วงหน้าในช่วงเดือน มี.ค. – เม.ย. มีราคาสูง แต่ราคาตลาดปัจจุบันปรับตัวลดลง
- ต้นทุนแฝงจากสงคราม: แม้ค่าการกลั่นสิงคโปร์จะเพิ่มขึ้น แต่มีต้นทุน War Premium และ Trading Premium เข้ามาบวกเพิ่ม
- วิกฤตสต็อกน้ำมันล้น: มาตรการห้ามส่งออกน้ำมันทุกประเภท ทำให้สต็อกน้ำมันพุ่งสูงถึง 70% ซึ่งเสี่ยงต่อการต้องลดกำลังการผลิต
แผนรับมือและทางออกระยะยาว
เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า TOP ได้ดำเนินการสร้างถังเก็บน้ำมันเพิ่มเติม และพิจารณาเช่าถังเก็บน้ำมัน รวมถึงหารือกับภาครัฐเพื่อปรับเงื่อนไขการส่งออกในอนาคต พร้อมยืนยันว่าไม่มีการกักตุนน้ำมัน และพร้อมให้ตรวจสอบอย่างโปร่งใส
กางแผน CFP ยกระดับการผลิตปี 2028
สำหรับแผนระยะยาว TOP เดินหน้าโครงการ Clean Fuel Project (CFP) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2571 โดยมีเป้าหมายสำคัญดังนี้:
- เพิ่มกำลังการผลิต: จาก 275,000 บาร์เรล/วัน เป็น 400,000 บาร์เรล/วัน
- ปรับพอร์ตผลิตภัณฑ์: เน้นผลิตดีเซลและน้ำมันเจ็ทมากขึ้น ลดสัดส่วนน้ำมันเตา
- ลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ: ลดสัดส่วนการซื้อน้ำมันดิบจากแหล่งเดิม 90% ให้เหลือ 40-50% โดยเพิ่มการนำเข้าจากแคนาดาและอเมริกาใต้แทน


