
ชัยชนะ จี้ ‘ศุภจี’ ตอบความจริงสต๊อกปุ๋ยยูเรียขาดแคลน ไม่ใช้ให้ข้อมูลสับสน หวั่นซ้ำเติมชาวนา หลังน้ำมันพุ่งลิตรละ 6 บาท แนะมาตรการพยุงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ป้องกันการฉวยโอกาสซ้ำเติมค่าครองชีพ
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคใต้ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วลิตรละ 6 บาท ว่า ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการปรับตัวสูงขึ้นทันที โดยเฉพาะสินค้าจำเป็น เช่น ถุงพลาสติก น้ำมันพืช ถั่วลิสง และน้ำตาล เป็นต้น ทั้งนี้ตนในฐานะตัวแทนประชาชน มีความกังวลอย่างยิ่งต่อภาระค่าครองชีพที่ถาโถมเข้าใส่พี่น้องประชาชนในขณะนี้
นายชัยชนะกล่าวต่อว่า ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ปุ๋ยยูเรีย สูตร 40-0-0 ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเกษตรกรชาวนาที่ข้าวกำลังเจริญเติบโตและมีความต้องการใช้ปุ๋ยสูง แต่รัฐบาลกลับให้ข้อมูลเรื่องสต๊อกปุ๋ยที่สับสน โดยก่อนหน้านี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เคยยืนยันว่ามีปุ๋ยใช้เพียงพอถึงเดือนสิงหาคม แต่ล่าสุดกลับระบุว่ามีใช้ได้ถึงเพียงแค่เดือนเมษายนเท่านั้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลตอบความจริงต่อสังคมว่าแท้จริงแล้วมีสต๊อกปุ๋ยเหลืออยู่เท่าไหร่ และขอเรียกร้องให้กรมการค้าภายในเปิดเผยต้นทุนของบริษัทที่ผลิตปุ๋ยให้ประชาชนทราบ และราคาจะมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นกว่านี้อีกหรือไม่
รองหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวด้วยว่า ขอเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คือ 1.รัฐบาลต้องมีมาตรการคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทุกรายการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ไม่ให้มีการปรับราคาขึ้นสูงเกินความเป็นจริง โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันโดยตรง รัฐควรเข้าไปพยุงราคาเพื่อช่วยเหลือประชาชน 2.รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจนว่า หากในอนาคตราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ราคาสินค้าที่เคยปรับขึ้นไปแล้วจะต้องปรับลดลงตามสัดส่วนทันทีหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค และ 3.รัฐบาลต้องมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ
“รัฐบาลต้องตอบความจริงกับประชาชน และมีมาตรการที่พุ่งเป้าในการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรและประชาชนผ่านพ้นวิกฤตค่าครองชีพครั้งนี้ไปให้ได้” นายชัยชนะกล่าว
ขณะที่ นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า วิกฤตปุ๋ยขาดแคลนที่กำลังคุกคามความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างหนักอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือความผิดพลาดและการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ซึ่งตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาได้ออกมายืนยันสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรว่า ปริมาณปุ๋ยในประเทศมีเพียงพอจนถึงเดือนสิงหาคม ทำให้เกษตรกรจำนวนมากไม่ได้วางแผนสำรองปุ๋ยล่วงหน้า
ทว่าเมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา นางศุภจี กลับออกมายอมรับว่าปุ๋ยในสต๊อกอาจมีพอถึงแค่เดือนเมษายนเท่านั้น เท่ากับว่าข้อมูลระยะเวลาหายไปทันทีถึง 4 เดือน แม้รัฐจะระบุว่าสามารถหาเพิ่มเติมได้แต่ราคาจะแตกต่างออกไป ซึ่งนายเชาว์ชี้ให้เห็นตรงๆ ว่านั่นหมายถึงราคาที่ แพงขึ้น ชี้ปุ๋ยขาดร้ายแรงกว่าน้ำมันแพง เท่ากับล้มละลาย
“นี่มิใช่เพียงความผิดพลาดทางการสื่อสาร แต่เป็นการฆาตกรรมทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกร” นายเชาว์กล่าว
นายเชาว์ กล่าวว่า วิกฤตปุ๋ยขาดแคลนนั้นรุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมันแพงหลายเท่าตัว เพราะน้ำมันแพงหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่หากไม่มีปุ๋ยใส่ให้ต้นปาล์มในช่วงเวลาที่เหมาะสม ต้นปาล์มจะไม่สร้างผลผลิต เท่ากับสูญเสียรายได้ตลอดทั้งปี นำไปสู่การล้มละลายของครอบครัวเกษตรกร
ตนขอข้อเสนอ ให้เปิดเผยข้อมูลจริงทั้งหมด ต้องกางตัวเลขสต๊อกปุ๋ยและแหล่งนำเข้าที่มีปัญหาตามความเป็นจริง เลิกปกปิดเพื่อรักษาภาพลักษณ์ทางการเมือง
รวมทั้ง ต้องใช้ทุกกลไกหาแหล่งปุ๋ยใหม่ๆ จากทั่วโลก ไม่พึ่งพาเพียงแหล่งเดิม และต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าจะนำเข้ามาจากไหน ในราคาเท่าใด
พร้อมทั้งคุมราคาและจัดการการกักตุน บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อควบคุมราคาปุ๋ยไม่ให้พุ่งสูงเกินจริง และปราบปรามพ่อค้าคนกลางที่ฉวยโอกาสกักตุนสินค้า และรัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของตนเอง ด้วยการชดเชยเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนปุ๋ยตามกำหนด
”การหลอกลวงเกษตรกรคือการทำลายรากฐานของประเทศ พร้อมทิ้งท้ายอย่างเจ็บปวดว่า จำไว้ว่าเจ็บปวดครั้งนี้ เกษตรกรไม่มีวันลืม”นายเชาว์กล่าว
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#ชยชนะ #จ #ศภจ #ตอบความจรง #สตอกปยยเรยขาด #หวนซำเตมชาวนา #หลงนำมนพง #บาท


