สรุปข่าว
- ซาอุดีอาระเบียประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมัน 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิด ส่งผลให้ตะวันออกกลางสูญเสียรายได้กว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน
- วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากคำเตือนของทรัมป์ต่ออิหร่านและสัญญาณการแทรกแซงทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งแรงและตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูญมูลค่าไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์
- นักลงทุนคริปโตต้องจับตาว่าแรงขายจากภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงระดับโลกจะกดดัน Bitcoin และตลาด altcoin ได้อีกนานแค่ไหน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การลดกำลังผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียและการปิดช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นสัญญาณวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ขั้นรุนแรง ซึ่งจะเร่งให้นักลงทุนทั่วโลกเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเพื่อหนีเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ภาวะดังกล่าวอาจกดดันราคา Bitcoin และตลาด altcoin ให้ร่วงต่อในระยะสั้นถึงกลาง
เมื่อคืนวันที่ 13 มี.ค. 2569 ตามรายงานจาก Ash Crypto ซาอุดีอาระเบียได้ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดของโลกยังคงถูกปิดอยู่ การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางสูญเสียรายได้มากถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์ทุก ๆ วัน วิกฤตด้านอุปทานน้ำมันระดับโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังทุกตลาดการเงิน รวมถึงตลาดคริปโตที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก
วิกฤตซ้ำซ้อน เมื่ออุปทานน้ำมันโลกสั่นคลอนพร้อมกัน
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาเตือนอิหร่านถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีทางทหาร พร้อมส่งสัญญาณให้กองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อ่านข่าวเดิม
การที่ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจลดกำลังผลิตน้ำมันในช่วงเวลาเดียวกับที่ช่องแคบฮอร์มุซปิดนั้น ถือเป็นวิกฤตซ้ำซ้อนที่ยากจะรับมือ ตลาดโลกกำลังเผชิญภาวะอุปทานน้ำมันขาดแคลนจากสองทิศทางพร้อมกัน ทั้งจากปริมาณการผลิตที่ลดลงและเส้นทางขนส่งที่ถูกปิดตาย ผลที่ตามมาคือราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูญมูลค่าตลาดไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา ตามที่ Siam Blockchain ได้รายงานไว้ใน บทความก่อนหน้า
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ในสถานการณ์วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ระดับนี้ ตลาดคริปโตมักได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ เมื่อนักลงทุนสถาบันและรายย่อยทั่วโลกเร่งเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อถือเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัย Bitcoin ซึ่งก่อนหน้านี้ยืนอยู่บริเวณ 70,000 ดอลลาร์ มีความเสี่ยงถูกแรงขายกดดันอย่างหนัก ขณะที่ altcoin ซึ่งมีความผันผวนสูงกว่าอาจเผชิญแรงเทขายที่รุนแรงยิ่งกว่า
น่าสังเกตว่า JP Morgan ได้ออกมาชี้ว่าวิกฤตโลกอาจทำให้ Bitcoin โดดเด่นขึ้นในฐานะ “ทองคำดิจิทัล” ตามที่ Siam Blockchain รายงานไว้ใน บทความที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น สัญชาตญาณของตลาดมักจะเทขายทุกอย่างก่อนแล้วค่อยคิดทีหลัง โดยเฉพาะเมื่อวิกฤตยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายในเร็ววัน การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากน้ำมันประมาณ 20% ของโลกต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ ความยืดเยื้อของสถานการณ์จะกดดันเงินเฟ้อโลกและบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกตัดสินใจนโยบายการเงินได้ยากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยลบต่อตลาดคริปโตในภาพรวม
ตัวแปรที่ต้องจับตาในวันข้างหน้า
สิ่งที่ตลาดกำลังรอดูอยู่ในขณะนี้มีหลายประการ ได้แก่ ท่าทีตอบสนองของอิหร่านต่อการเตือนของทรัมป์ ความคืบหน้าของการเจรจาทางการทูตเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง รวมถึงการตัดสินใจของกลุ่มประเทศโอเปกพลัสว่าจะมีการปรับกำลังผลิตเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นอกจากนี้ ปัจจัยด้านนโยบายการเงินก็ยังมีน้ำหนัก เนื่องจากทรัมป์เพิ่งกดดันให้ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ เจย์ พาวเวลล์ ลดดอกเบี้ยโดยเร็ว แต่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากวิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ Fed ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ตามต้องการ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมตลาดคริปโตต่อไปอีก
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้หนักมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ข่าวเดียว แต่เป็นการที่วิกฤตหลายอย่างมาซ้อนกันพร้อมกัน ทั้งช่องแคบปิด ซาอุฯ ตัดผลิต ราคาน้ำมันพุ่ง และตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนักไปแล้ว สัญญาณที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือยังไม่มีวี่แววว่าใครจะมานั่งเจรจากันเมื่อไหร่ ตราบที่ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ ผมคิดว่าตลาดคริปโตจะยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง สิ่งที่ควรจับตาคือระดับ support ของ Bitcoin และปริมาณการไหลออกของเงินจากกองทุน ETF ถ้าเริ่มเห็นเงินไหลออกหนักขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าสถาบันกำลังลดความเสี่ยงอย่างจริงจัง
เครดิตภาพจาก @AshCrypto
ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง
#ชองแคบฮอรมซปด #ซาอฯ #หนผลตนำมน #ลานบารเรลวน #ตลาดครปโตดงหนก


