ไม่ดูไม่ได้แล้ว เปิดโอกาสใหม่ของธุรกิจไทย ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 ของจีน

0
3

เปิดโอกาสใหม่ของธุรกิจไทย ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 ของจีน

ในช่วงปี 2026-2030 จีนกำลังก้าวเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจจีน จากเดิมที่พึ่งพาการผลิตและการส่งออก กำลังปรับสู่เศรษฐกิจที่ ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะภายในจีน แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปยังประเทศคู่ค้าอย่างไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและพัฒนาผู้ประกอบการไทย นายพุฒิเศรษฐ์ จิรพิศาลกุล กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย แผนพัฒนาฯฉบับนี้เป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” ในเวลาเดียวกัน หากทำความเข้าใจทิศทางและวางกลยุทธ์ได้ถูกต้อง ไทยมีโอกาสยกระดับเศรษฐกิจไปอีกขั้น แต่หากปรับตัวไม่ทัน ก็อาจถูกลดบทบาทในห่วงโซ่เศรษฐกิจภูมิภาค มีรายละเอียดดังนี้

ประการแรก คือการไหลเข้าของเงินลงทุนจากจีน (FDI) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้แผนฉบับที่ 15 จีนมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ และพลังงานสะอาด ซึ่งต้องการฐานการผลิตและการกระจายความเสี่ยงออกนอกประเทศ ไทยในฐานะศูนย์กลางของอาเซียน โดยเฉพาะพื้นที่ EEC จึงกลายเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนจีน

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม การจ้างงาน และโอกาสของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โลจิสติกส์ ทรัพยากรบุคคล และบริการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม

ประการที่สอง ไทยมีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ “ห่วงโซ่อุปทานใหม่ของจีน” เมื่อจีนยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น จะมีความต้องการ supplier จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในหมวดชิ้นส่วนอุตสาหกรรม อาหาร และสินค้าเกษตรแปรรูป หากผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับมาตรฐานและคุณภาพ ก็มีโอกาสเข้าไปอยู่ในระบบเศรษฐกิจนี้ได้

ประการที่สาม คือการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ในภูมิภาค จีนยังคงเดินหน้านโยบายเชื่อมโยงเศรษฐกิจผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น เส้นทางรถไฟจีน–ลาว–ไทย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มศักยภาพการค้าชายแดน ส่งผลให้ไทยมีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค
ประการที่สี่ คือการเพิ่มขึ้นของผู้บริโภคจีนที่มีคุณภาพมากขึ้น เมื่อจีนเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ รายได้ของประชาชนจะเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการระดับกลางถึงพรีเมียม ไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านการท่องเที่ยว สุขภาพ และบริการ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้

สุดท้าย คือโอกาสในการร่วมมือด้านเทคโนโลยี แม้จีนจะเน้นการพึ่งพาตนเองมากขึ้น แต่ยังเปิดรับความร่วมมือกับต่างประเทศในรูปแบบสร้างความร่วมมือ (Joint Venture) หรือการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ไทยสามารถใช้จุดนี้สร้างความร่วมมือเชิงลึกกับบริษัทจีนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ

ในอีกด้านหนึ่ง โอกาสมักมาพร้อมความเสี่ยง ประเด็นแรกที่ต้องจับตาคือการแข่งขันจากสินค้าจีนที่รุนแรงขึ้น เมื่อจีนพัฒนาศักยภาพการผลิตและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จะสามารถผลิตสินค้าได้ในต้นทุนต่ำและคุณภาพสูง ส่งผลให้สินค้าไทย โดยเฉพาะ SME ถูกกดดันอย่างหนัก ทั้งในตลาดออนไลน์และออฟไลน์

ประการที่สอง ไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกลดบทบาทในห่วงโซ่มูลค่า หากยังคงอยู่ในระดับการผลิตแบบเดิม (OEM) โดยไม่พัฒนาเทคโนโลยีหรือแบรนด์ของตนเอง จีนจะค่อย ๆ ทำทุกอย่างได้เองมากขึ้น ทำให้บทบาทของไทยอาจเหลือเพียงฐานการผลิตต้นทุนต่ำ

ประการที่สาม คือการแข่งขันโดยตรงจากบริษัทจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน แพลตฟอร์ม e-commerce หรือแบรนด์สินค้า ซึ่งมีทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่เหนือกว่า หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัว ก็อาจเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว

ภายใต้บริบทใหม่นี้ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้น โดยสามารถแบ่งแนวทางออกเป็น 3 ทิศทางหลัก

ทิศทางแรก คือ “การร่วมมือกับจีน” (China-linked strategy) แทนที่จะพยายามแข่งขันโดยตรง ผู้ประกอบการควรเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจจีน เช่น การเป็น supplier ให้โรงงานจีนในไทย การให้บริการสนับสนุนบริษัทจีน หรือการร่วมผลิตสินค้าหรือร่วมกันทำแบรนด์สินค้าเพื่อเข้าสู่ตลาดท้องถิ่น หรือเรียกได้ว่าเป็นการสร้างความร่วมมือแบบผสมผสาน (Hybrid) ไทย–จีน โดยใช้จุดแข็งของทั้งสองฝ่าย จีนมีเทคโนโลยีและเงินทุน ขณะที่ไทยมีความเข้าใจตลาดและความสามารถในการดำเนินงาน หากผสานกันได้อย่างลงตัว จะเกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมาก แนวทางนี้ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างรายได้จากการเติบโตของจีนโดยตรง

ทิศทางที่สอง คือ “การเจาะตลาดจีน” โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางและกลุ่มรายได้สูงที่กำลังเติบโต สินค้าไทยที่มีศักยภาพ ได้แก่ อาหารสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ความงาม สินค้ากลุ่ม wellness และสินค้าไลฟ์สไตล์ ผู้ประกอบการควรเรียนรู้การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลของจีน เช่น Douyin หรือ Xiaohongshu เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง

ทิศทางที่สาม คือ “การยกระดับสู่มูลค่าสูง” (High Value Strategy) ซึ่งเป็นทางรอดระยะยาว ผู้ประกอบการต้องเลิกแข่งขันด้านราคา และหันไปเน้นการสร้างแบรนด์ การออกแบบ และประสบการณ์ลูกค้า เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โรงแรมระดับพรีเมียม หรือบริการเฉพาะทางที่ใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางที่ไม่ควรมองข้ามคือ ซอฟต์พาวเวอร์ของไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร วัฒนธรรม หรือการบริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่จีนยังไม่สามารถเลียนแบบได้ทั้งหมด การใช้จุดแข็งนี้ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี จะช่วยให้ธุรกิจไทยแตกต่างและยั่งยืน ซึ่งผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวด้านดิจิทัลและ AI เนื่องจากจีนให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างมาก ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวจะเสียเปรียบอย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่กี่ปี

ในฐานะองค์กรที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าไทย-จีน ศูนย์ธุรกิจการค้าไทย-จีน หอการค้าไทย-จีน (ThaiCBC) ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคีเป็นอย่างดี จีนยังคงเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกันเป็นเวลา 12 ปี และคาดการณ์ว่าปริมาณการค้าไทย-จีนจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีนี้ จีนไม่เพียงแต่เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตของการลงทุนจากต่างประเทศอีกด้วย

ศูนย์ธุรกิจการค้าไทย-จีน มีปณิธานคือการเป็น “พันธมิตรแบบครบวงจร” ของผู้ประกอบการไทย-จีนในเส้นทางการลงทุนระหว่างประเทศ ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในนโยบาย กฎหมาย และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของทั้งจีนและไทย เราจึงให้บริการแบบครบวงจรแก่ธุรกิจต่างๆ ตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านการลงทุนและการปรับใช้นโยบาย ไปจนถึงการดำเนินงานที่สอดคล้องกับกฎระเบียบท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ รวมถึงการหาพันธมิตรที่เหมาะสมในการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างผู้ประกอบการไทย-จีน


ติดตามข่าวสารอัปเดตสดใหม่จากฟาร์มของเราได้ที่: Moo-Moo News พาดหัวข่าวที่หยุดนิ้วโป้ง

#เปดโอกาสใหมของธรกจไทย #ภายใตแผนพฒนาเศรษฐกจฉบบท #ของจน

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่